top of page

บทที่ 2: ซาราห์: ความหวังท่ามกลางความสิ้นหวัง

โดยความเชื่อ นางซาราห์เองเช่นกันจึงได้รับพลังตั้งครรภ์และได้คลอดบุตรเมื่อชรามากแล้ว เพราะนางถือว่าพระองค์ผู้ได้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อ —ฮีบรู 11:11 (ฉบับคิงเจมส์ฯ)

 

พูดกันตามตรง พระคัมภีร์บางครั้งบรรยายถึงซาราห์ราวกับเป็นคนจู้จี้ขี้บ่น เธอเป็นภรรยาของอับราฮัมบรรพบุรุษคนสำคัญ เราจึงมักนึกถึงเธอด้วยความเคารพและให้เกียรติ แต่เมื่ออ่านเรื่องราวชีวิตของเธอในพระคัมภีร์แล้ว เราก็ไม่อาจมองข้ามว่าบางครั้งเธอก็ทำตัวไม่ดี เธออาจฉุนเฉียวจนอาละวาดได้ เธอรู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ และเธอก็ถึงกับขึ้นชื่อเรื่องความใจร้าย ในบางครั้งเธอแสดงออกซึ่งลักษณะต่าง ๆ ที่สะท้อนภาพจำของผู้หญิงเจ้าอารมณ์ ขี้บ่น และขี้งอน เธอไม่มีความอดทน ขี้หงุดหงิด มีเล่ห์เหลี่ยม ก้าวร้าว โหดร้าย ไม่คงเส้นคงวา ริษยา และไม่มีเหตุผล เธอไม่ได้เป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ในเรื่องพระคุณและความสุภาพอ่อนโยนตามแบบพระเจ้าตลอดเวลา

 

อันที่จริง มีบางอย่างที่บ่งบอกว่าเธออาจเป็นสาวสวยที่เอาแต่ใจคล้ายกับคุณหนูในการละคร ชื่อที่เธอได้รับตั้งแต่เกิดคือ ซาราย ซึ่งมีความหมายว่า “เจ้าหญิงของฉัน” (ชื่อของเธอไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็น ซาราห์ จนกระทั่งเธออายุ 90 ปี ตามที่บันทึกไว้ใน ปฐมกาล 17:15) พระคัมภีร์กล่าวถึงความงามที่น่าทึ่งของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน เธอก็มักจะได้รับความโปรดปรานและสิทธิพิเศษทันทีเพราะความงามของเธอ สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ผู้หญิงที่แสนดีเสียคนได้

 

นอกจากนี้ เรื่องราวในพระคัมภีร์เกี่ยวกับชีวิตของซาราห์ แทบไม่ถูกพูดถึงจนกระทั่งเธออายุได้ 65 ปี ที่น่าประหลาดใจคือ แม้ในวัยนั้นความงามของเธอยังคงโดดเด่นมาก จนอับราฮัมมักคิดว่าผู้มีอำนาจคนอื่น ๆ คงอยากจะได้เธอไปเป็นนางสนมของพวกเขา และเขาก็คิดถูก เพราะทั้งฟาโรห์และกษัตริย์อีกองค์หนึ่ง (โดยไม่รู้ว่าซาราห์เป็นภรรยาของอับราฮัม) ต่างก็มีความคิดที่อยากจะได้เธอมาเป็นภรรยา จนถึงทุกวันนี้ ซาราห์ยังคงเป็นที่จดจำในฐานะหญิงงามผู้เลื่องลือ ตำนานอิสลามที่มีชื่อเสียงสอนว่า ซาราห์มีหน้าตาคล้ายกับเอวา (เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเมื่อพิจารณาจากตำนานอิสลามอีกเรื่องหนึ่งที่บอกว่า อัลลอฮ์ประทานสองในสามส่วนของความงามทั้งสิ้นให้แก่เอวา แล้วแบ่งความงามที่เหลือให้แก่ผู้หญิงคนอื่น ๆ ทั้งหมด) แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่จำเป็นต้องเสริมแต่งความงามของซาราห์ด้วยเรื่องเล่าปรัมปรา เพราะแค่บันทึกในพระคัมภีร์อย่างเดียวก็เห็นได้ชัดแล้วว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีความงามเป็นพิเศษ

 

นับตั้งแต่ซาราห์มาเป็นภรรยาของอับราฮัม สิ่งที่เธอปรารถนามากที่สุดก็คือการมีลูก แต่เธอกลับเป็นหมันตลอดช่วงเวลาที่เธอควรมีลูก อันที่จริง นั่นเกือบจะเป็นสิ่งแรกที่พระคัมภีร์กล่าวถึงเธอ หลังจากที่พระคัมภีร์บันทึกว่าอับราฮัมรับเธอเป็นภรรยาในปฐมกาล 11:29 ข้อ 30 กล่าวต่อไปว่า “ฝ่ายนางซารายนั้นเป็นหมัน ไม่มีบุตร”

 

เห็นได้ชัดว่าเธอทรมานใจกับการไม่มีลูก ทุกเหตุการณ์ที่บันทึกว่าเธออารมณ์เสียหรือมีความขัดแย้งในครอบครัว ล้วนเกี่ยวข้องกับความคับข้องใจของเธอเรื่องการเป็นหมัน มันกัดกินเธอ เธอต้องใช้เวลาหลายปีอยู่กับความหงุดหงิดและความเศร้าหมองเพราะเรื่องนี้ เธออยากเป็นแม่อย่างสุดหัวใจ แต่สุดท้ายเธอก็สรุปว่าพระเจ้าเองทรงกีดกันไม่ให้เธอมีลูก (ปฐมกาล 16:2) เธออยากให้อับราฮัมมีทายาทมากจนถึงขั้นวางแผนที่ผิดศีลธรรม ไม่ชอบธรรม และโง่เขลาอย่างสิ้นดี เธอหุนหันชักชวนอับราฮัมให้มีลูกกับสาวใช้ของเธอเอง

 

ตามที่คาดไว้ ผลที่ตามมาจากแผนการที่เห็นแก่ตัวเช่นนี้เกือบทำลายชีวิตของเธอ และดูเหมือนมันจะทิ้งรอยแผลเป็นในตัวบุคลิกของเธอไปตลอดกาลความขมขื่นของเธอคุกรุ่นอยู่เป็นเวลา 13 ปี และในที่สุด เธอก็ยืนกรานให้อับราฮัมไล่หญิงคนนั้นออกไปพร้อมกับบุตรที่เกิดกับเธอด้วย

 

ความผิดของซาราห์นั้นเห็นได้ชัดเจน เธอเป็นมนุษย์ที่ล้มลงในบาป บางครั้งความเชื่อของเธอสั่นคลอน และจิตใจของเธอเองบางครั้งนำเธอไปในทางที่ผิด จุดอ่อนเหล่านั้นเด่นชัดและปฏิเสธไม่ได้ ถ้าสิ่งเหล่านี้คือทั้งหมดที่เรารู้เกี่ยวกับซาราห์ เราอาจถูกล่อลวงให้นึกภาพว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แข็งกร้าว—โหดร้าย รุนแรง เห็นแก่ตัว และอารมณ์ร้ายอย่างไม่ลดละ เธอไม่ใช่คนประเภทที่จะทำให้เราเห็นอกเห็นใจและเข้าใจเสมอ

 

แต่ยังดีที่ซาราห์มีอะไรมากกว่านั้น เธอมีจุดแข็งที่สำคัญเช่นเดียวกับจุดอ่อนที่เห็นได้ชัด พระคัมภีร์ถึงกับกล่าวชื่นชมความเชื่อและความมั่นคงของเธอ อัครทูตเปโตรชี้ให้เห็นว่าเธอเป็นแบบอย่างที่ดีของการที่ภรรยาทุกคน ควรรอยอยู่ใต้การนำของสามีผู้เป็นศีรษะ แม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่เธอแสดงความหงุดหงิดอย่างรุนแรงจนถึงขั้นโหดร้าย (ย้ำเตือนเราว่าซาราห์เองก็เป็นมนุษย์เนื้อหนังที่ต้องต่อสู้เช่นเดียวกับเรา) แต่โดยรวมแล้วชีวิตของซาราห์มีลักษณะของความถ่อมใจ ความอ่อนโยน ความมีน้ำใจต้อนรับ ความซื่อสัตย์ ความรักอันลึกซึ้งต่อสามีของเธอ ความรักที่จริงใจต่อพระเจ้า และความหวังที่ไม่เคยตาย

 

จากการศึกษาความแตกต่างและความขัดแย้ง ซาราห์เป็นหญิงที่พิเศษอย่างแท้จริง แม้ว่าเธอจะให้กำเนิดลูกชายเพียงคนเดียวและไม่ได้เป็นแม่จนกระทั่งเธอพ้นวัยเจริญพันธุ์ตามปกติไปแล้ว แต่เธอก็นับเป็นมารดาคนสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวฮีบรู แม้ว่าความสัตย์ซื่อมาอย่างยาวนานต่อสามีของเธอจะเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่น่ายกย่องที่สุด แต่ความผิดพลาดที่อื้อฉ่ำที่สุดในชีวิตของเธอกลับเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ขาดความสัตย์อย่างร้ายแรง บางครั้งเธอลังเลใจ แต่สุดท้ายเธอก็อดทนต่อสู้กับอุปสรรคที่เหลือเชื่อและความมั่นคงในความเชื่อของเธอก็กลายเป็นคุณลักษณะสำคัญของมรดกที่เธอทิ้งไว้ อันที่จริง พันธสัญญาใหม่ได้บรรจุชื่อเธอไว้ในหอเกียรติยศแห่งความเชื่อ “เพราะนางถือว่าพระองค์ผู้ได้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อ” (ฮีบรู 11:11 ฉบับคิงเจมส์ฯ)

 

ภาพรวมทั้งหมดของความเชื่ออันน่าทึ่งของซาราห์จะยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน จนกว่าเราจะใคร่ครวญถึงอุปสรรคมากมายที่ดูเหมือนจะผ่านพ้นไปไม่ได้ต่อความเชื่อนั้น

 

ภูมิหลังของเธอในเมืองเออร์แห่งเคลเดีย

 

ซาราห์เป็นน้องสาวต่างมารดาของอับราฮัมในปฐมกาล 20:12 อับราฮัมอธิบายความสัมพันธ์ของเขากับภรรยาให้กษัตริย์อาบีเมเลคฟังว่า “นอกจากนั้น เธอก็เป็นน้องสาวของข้าพระบาทจริง ๆ เป็นบุตรหญิงของบิดาข้าพระบาท แต่ไม่ใช่บุตรหญิงของมารดาข้าพระบาท และนางได้มาเป็นภรรยาข้าพระบาท” เทราห์เป็นบิดาของทั้งคู่ โดยซาราห์มีอายุน้อยกว่าอับราฮัม 10 ปี (ปฐมกาล 17:17) เราไม่ทราบชื่อของมารดาทั้งสองคน

 

อีกอย่าง การแต่งงานระหว่างพี่น้องต่างมารดาเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการผิดศีลธรรมระหว่างเครือญาติในสมัยของอับราฮัม นาโฮร์น้องชายของอับราฮัมแต่งงานกับหลานสาว และทั้งอิสอัคและยาโคบก็แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้อง การแต่งงานกับญาติสนิทเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือน่าอับอายแต่อย่างใดในยุคสมัยนั้น หรือแม้แต่ในยุคก่อนหน้านั้นย้อนกลับไปจนถึงการสร้างโลก เห็นได้ชัดว่าเนื่องจากอาดัมและเอวาเป็นมนุษย์เพียงสองคนที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นในตอนแรก จึงจำเป็นอย่างยิ่งในตอนเริ่มต้นที่ลูกหลานบางคนของอาดัมจะต้องแต่งงานกับพี่น้องของตนเอง

 

พระคัมภีร์ไม่ได้ห้ามการแต่งงานระหว่างคนที่มีสายเลือดเดียวกัน (การแต่งงานกันระหว่างญาติสนิท) จนกระทั่งหลังสมัยของอับราฮัมเป็นเวลานาน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนึ่งในเหตุผลหลักที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงห้ามการปฏิบัติดังกล่าวในที่สุดก็คือ การสะสมการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมในกลุ่มยืนของมนุษย์ เมื่อเริ่มต้นด้วยสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์ทางพันธุกรรมสองชนิด มันจะไม่มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางพันธุกรรมใด ๆ อันตรายที่เกี่ยวข้องกับการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกันเกิดขึ้นเพียงทีละน้อย ดังนั้นจึงไม่มีข้อห้ามทางกฎหมายเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติจนกระทั่งถึงยุคสมัยของโมเสส จากนั้นเลวีนิติ 18:6–18 และ 20:17–21 จึงห้ามการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติหลายประเภทอย่างชัดเจน รวมถึงการแต่งงานระหว่างพี่น้องต่างบิดาหรือมารดาด้วย แต่เราไม่ควรประเมินบรรดาบรรพบุรุษในพระคัมภีร์ตามกฎหมายที่ถูกบัญญัติขึ้นหลายชั่วอายุคนหลังจากนั้น การที่อับราฮัมรับซาราห์เป็นภรรยาไม่ได้เป็นบาปแต่อย่างใด

พระคัมภีร์แทบไม่ได้กล่าวถึงช่วงปีแรก ๆ ของการแต่งงานของพวกเขาเลย อันที่จริง ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาในช่วงเวลานั้นคือความจริงอันขมขื่นที่คอยบาดลึกอยู่ในจิตสำนึกของซาราห์อยู่เสมอ “ฝ่ายนางซารายนั้นเป็นหมัน ไม่มีบุตร” (ปฐมกาล 11:30) ประโยคเดียวนี้สรุปทุกสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้เกี่ยวกับ 65 ปีแรกในชีวิตของซาราห์! จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากเธอจะแสดงอาการหงุดหงิดและโกรธเคืองออกมาเป็นครั้งคราว

สังเกตว่าบันทึกในพระคัมภีร์เกี่ยวกับชีวิตของอับราฮัมก็ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังจนกระทั่งเขาอายุได้ 75 ปี ทั้งหมดที่เราทราบคือ เขาเกิดและเติบโตในดินแดนสุเมเรีย ทางตอนล่างของเมโสโปเตเมีย ใกล้กับจุดบรรจบของแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส (ซึ่งอยู่ใกล้กับหัวอ่าวเปอร์เซีย ในภูมิภาคที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิรักในปัจจุบัน) บ้านเกิดของอับราฮัมเป็นศูนย์กลางที่มีชื่อเสียงอันเป็นที่รู้จักกันในนาม เมืองเออร์แห่งเคลเดีย

เมืองเออร์เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมนอกรีตที่ซับซ้อน ซาราห์และอับราฮัมคงอาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงที่เมืองนี้เรืองอำนาจและมั่งคั่งสูงสุด รัฐบาลของเมืองเป็นระบอบเทวาธิปไตยซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเทพเจ้าพระจันทร์ของบาบิโลน (นี่เป็นวัฒนธรรมเดียวกับที่สร้างซิกกูแรตอันโด่งดัง ซึ่งเป็นหอคอยขั้นบันไดขนาดใหญ่ที่มีวิหารนอกรีตตั้งอยู่บนนั้น)

อับราฮัมอาจมีความรู้บ้างเกี่ยวกับพระเจ้าที่แท้จริงซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของเขา อย่างไรก็ตาม อับราฮัมเป็นเพียงลูกหลานรุ่นที่เก้าของเชม บุตรชายของโนอาห์ แต่การเติบโตในวัฒนธรรมนอกรีต อับราฮัมเองก็กลายเป็นคนนอกศาสนา จนกระทั่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกเขาออกจากเมืองเออร์ (โยชูวา 24:2)

เห็นได้ชัดว่าวัฒนธรรมโลกในสมัยของอับราฮัมนั้นเต็มไปด้วยลัทธินอกศาสนา ย้อนกลับไปแม้แต่ก่อนเหตุการณ์หอบาเบล ความรักต่อความจริงก็เสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัดเป็นเวลาหลายชั่วอายุคนแล้ว เมื่อถึงสมัยของอับราฮัม การนมัสการรูปเคารพก็ครอบงำทุกวัฒนธรรมโลกอย่างทั่วถึง

แต่ก็ยังมีผู้เชื่อแท้หลงเหลือกระจัดกระจายอยู่บ้าง เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าท่ามกลางประชากรโลกที่กระจัดกระจายอยู่นั้น ยังคงมีครอบครัวที่สัตย์ซื่อซึ่งรู้จักและนมัสการพระยาห์เวห์ โดยรักษาความเชื่อของพวกเขาสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยของโนอาห์ ตัวอย่างเช่น จากรายละเอียดที่ให้ไว้ในหนังสือโยบรวมถึงช่วงอายุขัยของโยบ โยบน่าจะเป็นบุคคลร่วมสมัยที่ใกล้เคียงกับอับราฮัม โยบและเพื่อน ๆ ของเขา (แม้ว่าพวกเขาจะเป็นที่ปรึกษาที่แย่ก็ตาม) มีความคุ้นเคยมากกับพระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขา พวกเขาอาศัยอยู่ในแผ่นดินอูส แม้เราไม่ทราบตำแหน่งที่แน่นอนอย่างแน่ชัด แต่เห็นได้ชัดว่าแผ่นดินอูสตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง (เยเรมีย์ 25:20) แต่ไม่ได้อยู่ในบริเวณของเมืองเออร์แห่งเคลเดีย ที่ซึ่งครอบครัวของอับราฮัมอาศัยอยู่ ดังนั้น คนที่หลงเหลืออยู่ซึ่งยังคงนมัสการพระยาห์เวห์ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่สถานที่เดียวหรือครอบครัวเดียว

อันที่จริง ในเรื่องราวชีวิตของอับราฮัมในพระัมภีร์ เรายังได้รู้จักกับเมลคีเซเดคด้วย (ปฐมกาล 14:18) เขาเป็นตัวแทนของระบบปุโรหิตผู้เร่ร่อนที่รู้จักพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวและรับใช้พระองค์ อับราฮัมพบกับเมลคีเซเดคที่ไหนสักแห่งใกล้กับทะเลตาย เป็นที่ชัดเจนว่ายังคงมีผู้ที่หลงเหลือซึ่งนมัสการพระยาห์เวห์อย่างซื่อสัตย์ในสมัยของอับราฮัม

จุดประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการทรงเลือกและเรียกอับราฮัมคือเพื่อให้เขาเป็นบิดาของชนชาติที่ยิ่งใหญ่ซึ่งจะเป็นพยานของพระองค์ต่อโลก ชนชาติอิสราเอลนั้นจะได้ทำพันธสัญญากับพระยาห์เวห์อย่างเป็นทางการ และความจริงจะถูกรักษาไว้และสืบทอดตลอดไปผ่านทางพวกเขา พระคัมภีร์กล่าวว่าพวกยิวได้รับมอบหมายให้รักษา “พระดำรัสของพระเจ้า” (โรม 3:2) พูดอีกนัยหนึ่งคือ จากชนชาติที่สืบเชื้อสายมาจากอับราฮัม จะมีผู้เผยพระวจนะเกิดขึ้น พระคัมภีร์จะถูกมอบให้แก่โลกผ่านทางพวกเขา พระเจ้าจะทรงสถิตท่ามกลางพวกเขาและตั้งสถานนมัสการของพระองค์ในหมู่พวกเขา ผ่านทางเชื้อสายของพวกเขา พระผู้ช่วยให้รอด (พระเมสสิยาห์) จะเสด็จมา และในพระองค์ทุกชนชาติบนแผ่นดินโลกจะได้รับพร (ปฐมกาล 18:18)

ซาราห์มีบทบาทสำคัญในแผนการนี้อย่างเห็นได้ชัด อับราฮัมไม่อาจเป็นบรรพบุรุษของชนชาติที่ยิ่งใหญ่ได้เลย หากเธอไม่ได้เป็นมารดาของผู้สืบเชื้อสายของเขาก่อน เธอคงจะตระหนักถึงพระสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีต่ออับราฮัม แน่นอนว่าเธอปรารถนาจะเห็นพระสัญญาเหล่านั้นถูกเติมเต็ม แต่ตราบใดที่เธอยังไม่มีบุตร ความรู้สึกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับเธอ คงทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีภาระหนักอึ้งกดอยู่บนบ่า

การเดินทางของเธอสู่แผ่นดินพระสัญญา

ดูเหมือนว่าในขณะที่อับราฮัมยังเป็นหนุ่มและอาศัยอยู่ในเมืองเออร์ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับเขาว่า “เจ้าจงออกจากดินแดนของเจ้า จากญาติพี่น้องของเจ้า จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงแก่เจ้า” (ปฐมกาล 12:1)

อับราฮัมเชื่อฟัง และฮีบรู 11:8 ได้กล่าวชื่นชมเขาอย่างชัดเจนสำหรับการเชื่อฟังของเขา “โดยความเชื่อ เมื่ออับราฮัมได้รับการทรงเรียกให้ออกเดินทางไปยังที่ที่ท่านจะรับเป็นมรดก ท่านก็เชื่อฟังและเดินทางออกไปโดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน” แต่การเดินทางนั้นยาวไกลและเชื่องช้า ดูเหมือนว่าอับราฮัมไม่ได้แยกจากครอบครัวและบ้านเรือนของบิดาในทันที แต่กลับพาบิดาของเขาไปด้วย อับราฮัมอาจลังเลเล็กน้อยในตอนแรกที่จะตัดขาดจากความผูกพันกับพ่อแม่

อันที่จริง เมื่อพระคัมภีร์เล่าถึงช่วงแรกของการย้ายออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย ดูเหมือนว่าเทราห์บิดาของอับราฮัมยังคงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ “เทราห์ก็เอาอับรามบุตรของตน กับโลทหลานชายซึ่งเป็นบุตรของฮาราน พร้อมกับซารายบุตรสะใภ้ คือภรรยาของอับรามบุตรชายของเขา พวกเขาออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน แต่เมื่อพวกเขามาถึงฮารานแล้วก็อาศัยอยู่ที่นั่น” (ปฐมกาล 11:31) เห็นได้ชัดว่าเทราห์ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบดูแล พระคัมภีร์บรรยายถึงเขาในฐานะผู้นำการเดินทาง โดยมีอับราฮัม ซาราห์ และโลทติดตามไปด้วย

แต่การเดินทางอันยาวนานในช่วงแรกต้องหยุดชะงักลงที่ฮาราน ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 1,000 กิโลเมตร ตามแนวแม่น้ำยูเฟรติสโดยประมาณ บางทีเทราห์อาจแก่เกินกว่าจะเดินทางต่อไปไหว เราไม่รู้ว่าอับราฮัมและซาราห์อยู่ที่เมืองฮารานนานแค่ไหน แต่พวกเขาไม่ได้ย้ายไปไหนอีกจนกระทั่งเทราห์เสียชีวิต และนั่นก็ใช้เวลาพอสมควร พระคัมภีร์กล่าวว่าเทราห์มีอายุมากกว่าสองร้อยปีเมื่อเขาเสียชีวิต และอับราฮัมมีอายุ 75 ปี เมื่อเขาออกจากฮารานไปยังแผ่นดินพระสัญญาในที่สุด

นั่นหมายความว่าซาราห์ตอนนี้อายุ 65 ปีแล้ว ซึ่งเป็นวัยที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันคิดว่าเหมาะกับการเกษียณ ซาราห์ไม่ใช่หญิงสาวอีกต่อไป แม้แต่ตามมาตรฐานของยุคบรรพชน ซึ่งผู้คนในสมัยนั้นมีชีวิตที่ยืนยาวกว่ามาก และยังคงคล่องแคล่ว แข็งแรง และกระฉับกระเฉงแม้จะเลยวัยหกสิบไปแล้ว ชีวิตของคนเร่ร่อนคงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปี อย่างไรก็ตาม ไม่มีสัญญาณใดเลยที่บ่งบอกว่าเธอลังเลหรือไม่เต็มใจที่จะเดินทางไปกับอับราฮัมสู่ดินแดนที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน

อันที่จริง สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับซาราห์บ่งชี้ว่า เธอไปกับอับราฮัมด้วยความเต็มใจ ยินดี และกระตือรือร้น ไม่ใช่ด้วยการบ่น เธออุทิศตนให้กับสามีอย่างเต็มที่และสมบูรณ์ โดยรู้ว่าพระเจ้าต้องการให้อับราฮัมเป็นบิดาของชนชาติอันยิ่งใหญ่ เธอปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้กำเนิดบุตร ผู้จะทำให้กระบวนการทั้งหมดนั้นเริ่มต้น

หลังจากฝังศพบิดาและออกจากฮาราน อับราฮัมยังคงมีกองคาราวานขนาดใหญ่ พระคัมภีร์บอกเราว่า “อับรามพานางซารายภรรยาของท่าน โลทบุตรชายของน้องชายท่าน บรรดาทรัพย์สิ่งของของพวกเขาที่ได้สะสมไว้ และผู้คนทั้งหลายที่ได้ไว้ที่เมืองฮาราน พวกเขาออกไปเพื่อเข้าไปยังแผ่นดินคานาอัน และพวกเขาไปถึงแผ่นดินคานาอัน” (ปฐมกาล 12:5 ฉบับคิงเจมส์ฯ)

พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวว่า ช่วงสุดท้ายของการเดินทางสู่คานาอันดำเนินไปอย่างราบรื่นและไม่มีอุปสรรคขัดขวาง โดยมีระยะทางประมาณ 500 กิโลเมตร ด้วยการเดิน (ทำให้การเดินทางจากเออร์เป็นระยะทางมากกว่าหนึ่งพันห้าร้อยกิโลเมตร) ด้วยกองคาราวานขนาดใหญ่ที่สามารถเดินทางได้ในระยะทางที่สมเหตุผลประมาณ 15 กิโลเมตรต่อวันตามปกติ การเดินทางจากฮารานไปคานาอันจะใช้เวลาเพียงประมาณ 6–7 สัปดาห์ ดูเหมือนว่าอับราฮัมจะไม่ยอมหยุดพักจนกระทั่งมาถึงเบธเอล ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์และมีน้ำพุมากมาย

สิ่งแรกที่อับราฮัมทำเมื่อมาถึงที่นั่นคือการสร้างแท่นบูชา ในเวลานั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรากฏแก่อับราฮัมด้วย พระองค์ทรงขยายพระสัญญาที่เคยให้ไว้กับอับราฮัมโดยเพิ่มเต็มว่า พระองค์จะประทานดินแดนโดยรอบทั้งหมดให้แก่ลูกหลานของอับราฮัม แม้ว่าอับราฮัมและซาราห์จะยังคงเร่ร่อนพเนจรไปตลอดชีวิตที่เหลือ แต่สถานที่แห่งนี้และแท่นบูชายังคงเป็นหลักยึดเหนี่ยวของพวกเขา (นี่ยังเป็นสถานที่เดียวกันกับที่ยาโคบหลานชายของอับราฮัมได้พบกับพระยาห์เวห์ และมีความฝันอันโด่งดังเกี่ยวกับบันไดที่ทอดขึ้นไปถึงสวรรค์ในภายหลัง)

แต่สถานการณ์บีบบังคับให้อับราฮัมต้องเดินทางลงใต้ต่อไปอย่างรวดเร็ว “เกิดการกันดารอาหารในแผ่นดินนั้น อับรามจึงลงไปที่อียิปต์และอาศัยอยู่ที่นั่น ด้วยว่ามีการกันดารอาหารหนักในแผ่นดิน” (ปฐมกาล 12:10) ที่นั่นเองเป็นครั้งแรกที่อับราฮัมพยายามแอบอ้างว่าซาราห์เป็นน้องสาวของเขา เขาทำเช่นนี้เพราะกลัวว่าถ้าฟาโรห์รู้ว่าเธอเป็นภรรยาของเขา ฟาโรห์ก็จะฆ่าเขาเพื่อเอาซาราห์ไป ความเชื่ออันยิ่งใหญ่ของอับราฮัมสั่นคลอนลงบ้างในจุดนี้ เขาตกอยู่ภายใต้ความกลัวต่อมนุษย์ หากเขาแค่วางใจในพระเจ้า พระเจ้าก็จะทรงปกป้องซาราห์ (เหมือนที่พระองค์ทรงทำในที่สุดอยู่ดี)

แต่พระคัมภีร์กล่าวว่า ก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปในอียิปต์ อับราฮัมได้พูดคุยกับซาราห์ถึงอันตรายซึ่งสถานที่แห่งนี้มีต่อชายที่มีภรรยาสวยว่า “เมื่อคนอียิปต์เห็นเธอ พวกเขาจะว่า ‘หญิงคนนี้เป็นภรรยาของเขา’ แล้วก็จะฆ่าฉันเสีย แต่จะไว้ชีวิตเธอ” (ปฐมกาล 12:12) ดังนั้นตามคำแนะนำของอับราฮัม เธอจึงตกลงที่จะแสร้งทำเป็นน้องสาวของเขา (ข้อ 13) แรงจูงใจของอับราฮัมนั้นทั้งเห็นแก่ตัวและขี้ขลาด และแผนการนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนร้ายแรงในความเชื่อของเขา อย่างไรก็ตาม ความจงรักภักดีของซาราห์ที่มีต่อสามีของเธอเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และพระเจ้าทรงให้เกียรติเธอในเรื่องนี้

เมื่อข้าราชบริพารของฟาโรห์เห็นเธอ พวกเขาก็กราบทูลต่อฟาโรห์และพาเธอเข้าสู่พระราชวัง พระคัมภีร์กล่าวว่าฟาโรห์แสดงความโปรดปรานต่ออับราฮัม “พี่ชาย” เพื่อเห็นแก่ซาราห์ โดยมอบปศุสัตว์ให้เขามากมายซึ่งดูเหมือนจะเป็นการเตรียมการเพื่อขอแต่งงานกับเธอ (ข้อ 16) ในขณะเดียวกัน โดยการทรงจัดเตรียมของพระเจ้า ฟาโรห์ก็ไม่ได้ล่วงเกินเธอ (ข้อ 19) และเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ทำเช่นนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ราชสำนักของฟาโรห์เดือดร้อนด้วย “ภัยพิบัติร้ายแรง” (ข้อ 17)

ในที่สุด ฟาโรห์ค้นพบสาเหตุของภัยพิบัติ และเขาก็เผชิญหน้ากับอับราฮัมเกี่ยวกับการหลอกลวงนี้ ก่อนจะขับไล่อับราฮัมและภรรยาออกจากอียิปต์ (ปฐมกาล 12:19–20) อย่างไรก็ตาม ฟาโรห์ซึ่งพะวงอยู่กับเรื่องที่เร่งด่วนกว่า ก็ไม่ได้ทำอันตรายต่อทั้งสอง และเมื่ออับราฮัมออกจากอียิปต์ ความโปรดปรานของฟาโรห์ที่มีต่อซาราห์ก็ทำให้อับราฮัมกลายเป็นคนร่ำรวยมาก (ปฐมกาล 13:2) เขาและซาราห์กลับไปยังเบธเอล “สถานที่ตั้งแท่นบูชาซึ่งเมื่อก่อนท่านเคยสร้างไว้ที่นั่น และอับรามร้องออกพระนามของพระเยโฮวาห์ที่นั่น” (ปฐมกาล 13:4 ฉบับคิงเจมส์ฯ)

นับจากนี้ไป องค์พระผู้เป็นเจ้าเองจะทรงเป็นที่ลี้ภัยของพวกเขา พวกเขาอาศัยอยู่ด้วยกัน “ในแผ่นดินแห่งพระสัญญาเหมือนเป็นคนต่างด้าว โดยพักอยู่ในเต็นท์... [ขณะที่พวกเขา] เฝ้าคอยนครที่ตั้งอยู่บนรากฐานซึ่งพระเจ้าทรงเป็นสถาปนิกและทรงเป็นผู้สร้าง” (ฮีบรู 11:9–10) นั่นเป็นการสรุปที่ดีสำหรับชีวิตบนโลกที่ซาราห์ได้รับเมื่อเธอก้าวออกไปด้วยความเชื่อเพื่อติดตามสามีของเธอ—ความไม่สะดวกสบายทางโลกที่ถูกบรรเทาด้วยพระสัญญาแห่งพระพรนิรันดร์

ความโหยหาพระพรที่ทรงสัญญาไว้ของเธอ

โปรดจำไว้ว่า ทั้งอับราฮัมและซาราห์ล้วนมาจากสภาพแวดล้อมในเมือง พวกเขาไม่ใช่คนเร่ร่อนหรือชาวเบดูอินที่เดินทางไปมาตลอดชีวิตเพียงเท่านั้นคือวิถีชีวิตเดียวที่เขารู้จักอย่างที่คนมักเข้าใจผิดกัน อย่าลืมว่าพวกเขาไม่ได้เริ่มออกเดินทางจนกระทั่งอับราฮัมอายุประมาณเจ็ดสิบกลาง ๆ แล้ว และซาราห์มีอายุน้อยกว่าเขาเพียง 10 ปีเท่านั้น ชีวิตเร่ร่อนบนท้องถนนไม่ใช่สิ่งที่ซาราห์คุ้นเคย แต่เป็นสิ่งที่เธอต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับ

อะไรเป็นแรงผลักดันให้ซาราห์เต็มใจละทิ้งทุกสิ่งที่คุ้นเคย ตัดขาดจากครอบครัว และอุทิศตนให้กับชีวิตที่ต้องระหกระเหินไร้จุดหมาย?

ขอให้สังเกตลักษณะของพระสัญญาอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าประทานแก่อับราฮัม “เราจะทำให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ และเราจะอวยพรเจ้า เราจะทำให้ชื่อเสียงของเจ้าเลื่องลือ และเจ้าจะเป็นพร เราจะอวยพรบรรดาผู้ที่อวยพรเจ้า และเราจะสาปแช่งบรรดาผู้ที่แช่งเจ้า ทุกชนชาติทั่วโลก จะได้รับพรผ่านทางเจ้า” (ปฐมกาล 12:2–3 ฉบับอมตธรรมฯ) นี่เป็นการบันทึกครั้งแรกที่กล่าวถึงพันธสัญญากับอับราฮัม ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาอย่างเป็นทางการที่พระเจ้าทรงให้ไว้กับอับราฮัมและลูกหลานของเขาตลอดไป พระสัญญาของพระเจ้านั้นไม่มีเงื่อนไขและไม่จำกัดขอบเขตของพระพร พระเจ้าจะทรงอวยพรอับราฮัม ทำให้เขาเป็นพร และทำให้เขาเป็นช่องทางแห่งพระพรสำหรับทั้งโลก (กาลาเทีย 3:9–14) พรที่ทรงสัญญาไว้นั้นยังมีนัยถึงนิรันดร์กาลอีกด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การไถ่บาปและหนทางเดียวแห่งความรอดจากการพิพากษาของพระเจ้าเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในพระสัญญานี้ (กาลาเทีย 3:8, 16–17) ซาราห์เข้าใจพระสัญญานั้น และตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ เธอเชื่อในพระสัญญานั้น

เราทราบอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัยจากมุมมองของพันธสัญญาใหม่ว่า พันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับอับราฮัมนั้นเป็นการยืนยันถึงพระสัญญาเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์เดียวกันกับที่พระเจ้าประทานแก่เอวาตั้งแต่แรกในสวนเอเดน เมื่อพระองค์ประกาศว่าเมล็ดพันธุ์ของเธอจะบดขยี้หัวของงูให้แหลก เช่นเดียวกับที่พระคริสต์ทรงเป็นเมล็ดพันธุ์ของหญิงผู้มีชัยเหนืองูร้าย พระองค์ยังทรงเป็นเมล็ดพันธุ์ของอับราฮัมผู้ที่โลกทั้งปวงจะได้รับพรผ่านทางพระองค์ เปาโลเขียนไว้ว่า “บรรดาพระสัญญาที่ได้ประทานไว้แก่อับราฮัมและ[เมล็ดพันธุ์]ของท่านนั้น ไม่ได้ตรัสว่า “และแก่[เมล็ดพันธุ์]ทั้งหลาย” เหมือนอย่างกับประทานแก่คนหลายคน แต่เหมือนกับประทานแก่คนเดียวคือ “แก่[เมล็ด]ของท่าน” นั่นคือพระคริสต์” (กาลาเทีย 3:16) พระสัญญาเดียวกันนี้เป็นแก่นหลักที่แผ่ขยายตลอดทั้งพระคัมภีร์ ตั้งแต่ปฐมกาล 3 จนถึงการเติมเต็มพระญาสุดท้ายในบทสุดท้ายของวิวรณ์

อับราฮัมเป็นช่องทางมนุษย์ที่โลกจะได้เห็นแผนการทรงไถ่ของพระเจ้าหลั่งไหลลงมา เขาเข้าใจเรื่องนี้ดี และซาราห์ก็เข้าใจและยอมรับด้วยเช่นกัน “นางถือว่าพระองค์ผู้ได้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อ” (ฮีบรู 11:11 ฉบับคิงเจมส์ฯ)

 

แต่แม้ซาราห์จะมีความเชื่อ เธอรู้ดีจากมุมมองของมนุษย์ว่าการไม่มีลูกเป็นเวลานานหลายปี ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่คุกคามต่อการเติมเต็มคำมั่นสัญญาของพระเจ้า ซาราห์คงจะครุ่นคิดถึงเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา และเมื่อเวลาผ่านไป ภาระที่เธอแบกไว้ก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ

กระนั้นพระเจ้าก็ยังประทานเหตุผลให้เธอมีความหวังอยู่เสมอ ในปฐมกาล 15:7–21 พระยาห์เวห์ทรงย้ำและขยายพระสัญญาของพระองค์แก่อับราฮัม จากนั้นทรงให้การรับรองพันธสัญญาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ข้อ 12 กล่าวว่าอับราฮัมหลับสนิท จากนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดำเนินพิธีพันธสัญญาแต่เพียงผู้เดียว (ที่น่าสนใจคือ คำภาษาฮีบรูที่ใช้ในข้อ 12 เป็นคำเดียวกับที่ใช้บรรยาย “การหลับสนิท” ของอาดัม เมื่อพระเจ้าทรงนำกระดูกซี่โครงของเขาไปสร้างเอวา) รายละเอียดเกี่ยวกับการหลับสนิทของอับราฮัมนี้ถูกกล่าวไว้เพื่อเน้นย้ำว่า พันธสัญญานี้ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เลย พันธสัญญานี้เป็นพระสัญญาฝ่ายเดียวจากพระเจ้าถึงอับราฮัมเกี่ยวกับสิ่งที่พระยาห์เวห์จะทรงกระทำ พันธสัญญานี้ไม่มีเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้องใด ๆ จากอับราฮัมหรือซาราห์เลย แต่เป็นพันธสัญญาที่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าเพียงฝ่ายเดียวโดยสมบูรณ์

หากซาราห์เพียงแค่ตระหนักถึงความจริงนี้และยอมรับมัน ภาระทั้งหมดของเธอก็คงจะถูกยกออกไปในทันที

ความโง่เขลาของเธอในเรื่องฮาการ์

แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ซาราห์กลับคิดวางแผนที่ไม่ฉลาดและเต็มไปด้วยความต้องการของเนื้อหนัง จนเธอต้องเสียใจไปตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ ความจริงก็คือการกระทำครั้งเดียวส่งผลร้ายที่ขยายอย่างกว้างขวางจนไม่น่าเชื่อ ขอพูดตรง ๆ ว่า ความขัดแย้งบางอย่างที่เราเห็นในตะวันออกกลางทุกวันนี้ มีรากฐานมาจากแผนการอันโง่เขลาของซาราห์ที่พยายามคิดหาทางออกแบบมนุษย์สำหรับสองทางเลือกที่ยากของเธอ

เพื่อความยุติธรรม จากมุมมองของมนุษย์เพียงอย่างเดียวเราเข้าใจความสิ้นหวังของซาราห์ได้ดี สิบปีผ่านไปอย่างไร้ผลหลังจากที่อับราฮัมและซาราห์มาถึงคานาอัน (ปฐมกาล 16:3) ซาราห์ขณะนั้นมีอายุเจ็ดสิบห้าปี เธออยู่ในวัยหมดประจำเดือนแล้ว และยังคงไม่มีลูก หากพระเจ้าทรงวางแผนที่จะให้เธอเป็นมารดาของทายาทของอับราฮัม เหตุใดพระองค์จึงยังมิได้ทรงทำเช่นนั้นจนถึงตอนนี้? เป็นเรื่องธรรมดาที่เธอจะคิดว่าพระเจ้าทรงจงใจไม่ให้เธอมีลูก ซึ่งพระองค์ทรงทำเช่นนั้นจริง เมื่อถึงเวลาของพระองค์ที่จะเติมเต็มพระสัญญาแล้ว ไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่า นี่คือพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแท้จริง พระเจ้าทรงวางแผนให้ซาราห์มีบุตรคนแรกในวัยชรามาโดยตลอด หลังจากที่ทุกความเป็นไปได้ตามธรรมชาติในการเติมเต็มคำเผยพระวจนะหมดสิ้นไป และหลังจากที่ทุกเหตุผลแห่งความหวังทางโลกได้ตายไปอย่างสิ้นเชิง เพื่อที่พระยาห์เวห์จะทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์ให้ปรากฏ

แต่เมื่อซาราห์พิจารณาสถานการณ์ของตนเองแล้ว เธอสรุปว่าการให้ผู้อื่นทำหน้าที่เป็นมารดาแทนคือทางออกเดียวที่เป็นไปได้สำหรับปัญหาที่ยากลำบากของเธอ หากพระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่ออับราฮัมจะได้รับการเติมเต็ม อับราฮัมจำเป็นต้องมีบุตรไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นซาราห์จึงตัดสินใจดำเนินการด้วยตัวเองเพื่อเติมเต็มพระสัญญาของพระเจ้ากับอับราฮัม โดยไม่รู้ตัวว่าเธอกำลังก้าวไปสู่บทบาทของพระเจ้า

ซาราห์มีสาวใช้คนหนึ่งชื่อฮาการ์ ซึ่งเธอได้มาเมื่อยังอยู่ในอียิปต์ ซาราห์คงคิดว่า เนื่องจากเธอเป็นเจ้าของฮาการ์ หากอับราฮัมมีบุตรกับฮาการ์ บุตรนั้นก็จะเป็นของเธอด้วย “นางซารายจึงพูดกับอับรามว่า ‘ดูเถิด พระยาห์เวห์ไม่ทรงให้ฉันมีบุตร จงเข้าไปหาคนใช้ของฉันเถิด บางทีฉันจะได้บุตรโดยนางนั้น’ อับรามก็ฟังเสียงนางซาราย” (ปฐมกาล 16:2)

นี่เป็นกรณีแรกที่มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการมีภรรยาหลายคนของชายผู้ชอบธรรม ชายคนแรกที่มีภรรยาสองคนตามบันทึกในพระคัมภีร์คือลาเมค (ปฐมกาล 4:19) เขาเป็นลูกหลานที่ชั่วร้ายของคาอิน (อย่าสับสนกับลาเมคอีกคนหนึ่งที่กล่าวถึงในปฐมกาล 5:25–29 ซึ่งเป็นบิดาของโนอาห์ และสืบเชื้อสายมาจากเสท)

อับราฮัมรับภรรยาน้อยตามคำเรียกร้องของภรรยาเขา “นางซารายภรรยาก็ยกฮาการ์คนอียิปต์คนใช้ของนาง ให้เป็นภรรยาของอับรามสามีของนาง” (ปฐมกาล 16:3) นี่เป็นแบบอย่างอันน่าเศร้าสำหรับบรรพบุรุษของชนชาติซึ่งได้วางเอาไว้ ในรุ่นต่อมา ยาโคบจะถูกลุงของเขาหลอกให้แต่งงานกับทั้งเลอาห์และราเชล (29:23–31) ดาวิดจะมีภรรยาน้อยเพิ่มขึ้น (2 ซามูเอล 5:13) และซาโลมอนจะมีภรรยามากมายจนไม่น่าเชื่อ โดยมีนางสนมและภรรยารวมกันมากกว่าหนึ่งพันคน (1 พงศ์กษัตริย์ 11:1–3)

แต่พระเจ้าทรงออกแบบให้การแต่งงานเป็นการมีคู่สมรสเพียงคนเดียวตั้งแต่แรกเริ่ม “ผู้ชายจะละบิดามารดาไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน” (มัทธิว 19:4–5 เน้นคำเพิ่มเติม) ในทำนองเดียวกัน เปาโลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แบบแผนที่สมบูรณ์ของพระเจ้าสำหรับการแต่งงานนั้นเป็นอย่างไร “แต่เพราะเหตุการล่วงประเวณี ผู้ชายแต่ละคนควรมีภรรยาเป็นของตน และผู้หญิงแต่ละคนควรมีสามีเป็นของตน” (1 โครินธ์ 7:2 เน้นคำเพิ่มเติม) การไม่เชื่อฟังมาตรฐานนี้มักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายเสมอ ใจของดาวิดที่อยากมีภรรยาหลายคนนำไปสู่การทำบาปกับบัธเชบา การที่ซาโลมอนแต่งงานกับผู้หญิงหลายคน ได้ทำลายเขาและแบ่งแยกอาณาจักรของเขา (1 พงศ์กษัตริย์ 11:4) การละเมิดหลักการ “เนื้อเดียวกัน” ของการมีคู่สมรสเพียงคนเดียวไม่เคยนำมาซึ่งผลดีเลย และความสัมพันธ์ของอับราฮัมกับฮาการ์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ทันทีที่ฮาการ์ตั้งครรภ์ ซาราห์ก็รู้ว่ามันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง ฮาการ์กลายเป็นคนยโสและก่อความวุ่นวายต่อซาราห์ทันที “เมื่อนาง[ฮาการ์]รู้ว่าตั้งครรภ์แล้วก็ดูหมิ่นนายผู้หญิง[ซาราห์]” (ปฐมกาล 16:4)

นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เราเห็นซาราห์ระเบิดอารมณ์ออกมา “นางซารายจึงพูดกับอับรามว่า ‘ให้ความผิดที่ทำต่อฉันตกอยู่กับท่าน ฉันเองให้หญิงคนใช้ไว้ในอ้อมอกของท่าน แต่เมื่อหญิงนั้นรู้นางตั้งครรภ์แล้ว ก็ดูหมิ่นฉัน ขอพระยาห์เวห์ทรงตัดสินระหว่างฉันกับท่าน’” (ปฐมกาล 16:5)

เป็นความจริงที่ซาราห์ไม่มีเหตุผล แผนการอันน่ารังเกียจทั้งหมดนี้เป็นความคิดของเธอเอง แต่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายวิญญาณของครอบครัว อับราฮัมควรปฏิเสธแผนของซาราห์ตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม การโยนความผิดทั้งหมดให้เขาคนเดียวก็ดูจะไม่ยุติธรรมนัก ในทางกลับกัน อารมณ์โกรธของซาราห์ครั้งนี้ถูกฮาการ์จงใจยั่วยุอย่างชัดเจน การปฏิบัติอย่างหยาบคายของเธอต่อซาราห์นั้นไม่มีข้อแก้ใด ๆ เลย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฮาการ์รู้ถึงความทุกข์ใจอย่างที่สุดของซาราห์ที่ไม่สามารถมีบุตรได้ ตอนนี้เธอกำลังจงใจเอาเกลือมาถูแผลของซาราห์ และเนื่องจากฮาการ์เป็นเพียงสาวใช้ ส่วนซาราห์เป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า การกระทำของฮาการ์ครั้งนี้จึงถือเป็นความอวดดีอย่างจงใจที่สุด

พระคัมภีร์ตอนหนึ่งในหนังสือสุภาษิตกล่าวถึงสถานการณ์นี้โดยตรงว่า

แผ่นดินสะเทือนภายใต้สามสิ่ง 

มันไม่อาจทนอยู่ได้สี่สิ่ง 

คือ ทาสเมื่อได้เป็นพระราชา 

คนโง่เขลาเมื่อกินอิ่ม 

หญิงที่ไม่มีใครรักเมื่อได้สามี 

และสาวใช้เมื่อขึ้นมาแทนที่นายหญิงของตน (สุภาษิต 30:21–23)

อย่างไรก็ตาม ความจริงคือทุกฝ่ายในเรื่องนี้ล้วนมีความผิด และทุกคนต่างก็ได้รีบผลลัพธ์อันขมขื่นจากสิ่งที่ตนได้หว่านเอาไว้

อับราฮัมยอมรับว่าข้อเรียกร้องของซาราห์มีเหตุผล จะเป็นการฉลาดหากเขาเข้ามาเป็นคนกลางและหาทางออกที่เป็นธรรมสำหรับทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงอารมณ์ของซาราห์ในขณะนั้นแล้ว เขากลับทำในสิ่งที่สามีส่วนใหญ่มักจะทำ นั่นคือ ปล่อยให้ซาราห์จัดการกับฮาการ์ตามใจของเธอเอง “อับรามพูดกับนางซารายว่า ‘นี่แน่ะ หญิงคนใช้ของเจ้าอยู่ในอำนาจของเจ้า จงทำแก่นางตามที่เจ้าเห็นควรเถิด’ นางซารายเคี่ยวเข็ญหญิงนั้น จนนางหนีไปให้พ้นหน้า” (ปฐมกาล 16:6)

เพื่อจะเข้าใจความหงุดหงิดสุดขีดของซาราห์ ขอให้เรามาดูเรื่องของฮาการ์สักครู่ สังเกตให้ดีว่า แม้ว่าซาราห์จะปฏิบัติต่อสาวใช้ของเธออย่างรุนแรง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระคุณอย่างยิ่งต่อฮาการ์ ทูตของพระยาห์เวห์ตามหาเธอ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่านี่ไม่ใช่ทูตสวรรค์ที่ถูกสร้างขึ้น แต่เป็นการปรากฏที่มองเห็นได้ของพระยาห์เวห์เองในรูปแบบของทูตสวรรค์หรือมนุษย์ (ผมมีแนวโน้มที่จะคิดว่า ทูตองค์นี้แท้จริงแล้วเป็นพระบุตรของพระเจ้าก่อนเสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เราพบทูตองค์เดียวกันนี้หลายครั้งในพันธสัญญาเดิม รวมถึงปฐมกาล 22:11–18; อพยพ 3:2–5; และ 1 พงศ์กษัตริย์ 19:5–7) สังเกตว่าพระองค์ตรัสกับฮาการ์ด้วยสรรพนามบุรุษที่หนึ่งในฐานะพระยาห์เวห์เอง ไม่ใช่บุรุษที่สามเหมือนที่ผู้ส่งสารทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์จะทำเมื่อพูดแทนพระองค์

พระดำรัสของพระองค์ต่อฮาการ์นั้นอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความเมตตา พระองค์ทรงเข้าหาเธอก่อนโดยตรัสถามว่าเธอมาจากไหนและกำลังไปที่ไหน พระองค์เรียกเธอโดยตรงว่า “ฮาการ์ สาวใช้ของซาราย” ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงรู้ว่าเธอเป็นใครและเพื่อเตือนเธอถึงหน้าที่ของเธอ จากนั้นเพื่อให้เรื่องนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อฮาการ์ตอบตามความจริง ทูตสวรรค์จึงตรัสว่า “กลับไปหานายผู้หญิงของเจ้า และยอมอยู่ใต้บังคับนางเถิด” (ปฐมกาล 16:9) ในฐานะทาสรับใช้ตามกฎหมาย เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะหนีไป และเธอจำเป็นต้องกลับไปและเชื่อฟังด้วยความถ่อมใจ

จากนั้น ทูตสวรรค์ได้ให้คำสัญญาอันน่าอัศจรรย์แก่ฮาการ์ โดยที่เธอไม่ได้ร้องขอเลย “เราจะให้เชื้อสายของเจ้าทวีมากขึ้นจนนับไม่ถ้วน” (ปฐมกาล 16:10) พระองค์ทรงบอกล่วงหน้าถึงบุตรชายที่ยังไม่เกิดของเธอ และตรัสว่าเธอจะเรียกเขาว่าอิชมาเอล เขาจะเป็นคนป่าเถื่อน แต่จะอาศัยอยู่ต่อหน้าพี่น้องของเขา (16:12)

ส่วนฮาการ์ตอบสนองโดยการยอมรับพระองค์ด้วยพระนามอันเป็นเอกลักษณ์ว่า “เอลโรอี” หรือ “พระเจ้าผู้ทรงเห็น” ซึ่งเป็นการอ้างถึงพระเนตรที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งติดตามเธอและแสวงหาเธอ แม้เมื่อเธอพยายามซ่อนตัว (16:13)

อย่างไรก็ตาม ลองคิดดูว่า ซาราห์ไม่เคยได้รับคำสัญญาเช่นนี้จากพระเจ้าเลย ความเชื่อของซาราห์ตั้งอยู่บนพระสัญญาที่พระเจ้าทรงมีต่ออับราฮัม จนถึงตอนนี้ ซาราห์ไม่เคยถูกเอ่ยชื่ออย่างชัดเจนในพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงกระทำกับอับราฮัมเลย พระเจ้าทรงยืนยันพระสัญญาของพระองค์แก่อับราฮัมแล้วไม่น้อยกว่าสามครั้งในเหตุการณ์สำคัญ พระองค์ทรงบอกอับราฮัมครั้งแรกว่าเขาจะเป็นบิดาของชนชาติใหญ่ (12:3) จากนั้นพระองค์ทรงสัญญาว่าจะทำให้เมล็ดพันธุ์ของอับราฮัมมีมากมายเหมือนผงคลีดินบนแผ่นดินโลก—“[เพื่อว่า] ใครนับผงคลีดินได้ก็จะนับเชื้อสายของเจ้าได้” (13:16) ภายหลังเมื่ออับราฮัมทูลพระเจ้าให้ระลึกถึงว่า ตนยังไม่มีทายาทโดยชอบธรรม พระเจ้าทรงสัญญาอีกครั้งว่าเมล็ดพันธุ์ของอับราฮัมจะมีมากมายดังดาวดาวบนท้องฟ้า (15:1–6)

ในเหตุการณ์เหล่านั้น พระเจ้าไม่เคยตรัสอย่างชัดเจนว่าซาราห์จะเป็นมารดาของชนชาติที่กล่าวถึง นั่นเป็นเพียงความหวังและความคาดหวังของเธอเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮาการ์แสดงให้เห็นว่าความหวังของซาราห์เริ่มจางหายไป และเธอกำลังท้อใจทีละน้อย

ความอดทนของเธอตลอดหลายปีแห่งความเงียบงัน

เมื่อฮาการ์ให้กำเนิดอิชมาเอล พระคัมภีร์กล่าวว่าอับราฮัมมีอายุแปดสิบหกปี (ปฐมกาล 16:16) อีกสิบสามปีที่อึดอัดใจผ่านไปสำหรับซาราห์หลังจากนั้น เธอยังคงเป็นหมัน ในตอนนั้นเธออายุแปดสิบเก้าปี และได้อาศัยอยู่ในคานาอันเป็นเวลาสิบสี่ปีแล้ว สามีของเธอกำลังจะมีอายุครบหนึ่งร้อยปี หากความหวังของเธอยังไม่พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง มันก็คงเหลือเพียงเส้นด้ายบาง ๆ ที่แขวนไว้อยู่เท่านั้น

นี่คือจุดที่ความยิ่งใหญ่แห่งความเชื่อของซาราห์เปล่งประกายออกมา เธอได้เก็บซ่อนความหวังไว้ในใจมาเป็นเวลานาน ปีแล้วปีเล่าผ่านไป ตอนนี้เธอเป็นหญิงชราแล้ว และไม่ว่าเธอกับอับราฮัมจะพยายามมีบุตรกี่ครั้ง พระสัญญาก็ยังไม่ถูกเติมเต็มเสียที ผู้หญิงส่วนใหญ่คงยอมแพ้ก่อนหน้านี้ไปนานแล้ว ผู้หญิงที่อ่อนแอกว่านี้อาจสิ้นหวังที่จะได้เห็นพระสัญญาของพระยาห์เวห์ถูกเติมเต็ม และหันไปนับถือลัทธินอกรีตแทน แต่เราถูกย้ำเตือนอีกครั้งว่าซาราห์ “ถือว่าพระองค์ผู้ได้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อ” (ฮีบรู 11:11 ฉบับคิงเจมส์ฯ) นี่คือสิ่งที่ทำให้เธอพิเศษอย่างยิ่ง

ในที่สุด เมื่ออับราฮัมมีอายุเก้าสิบเก้าปี พระเจ้าทรงปรากฏแก่เขาอีกครั้งและทรงยืนยันพันธสัญญาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการกล่าวซ้ำพันธสัญญาครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ พระคัมภีร์ตอนนี้ยาวมาก และเราไม่มีพื้นที่มากพอที่จะอธิบายทุกรายละเอียด แต่ในที่นี้พระเจ้าทรงย้ำและขยายพระสัญญาสำคัญที่พระองค์ทรงทำกับอับราฮัมอีกครั้ง ทุกครั้งที่มีพระสัญญา มันยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ “นี่คือพันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย” (ปฐมกาล 17:4) ไม่ใช่แค่ “ชนชาติใหญ่” และไม่ใช่แค่พงศ์พันธุ์ที่มากมายดั่งดาวดาวหรือผงคลีดิน แต่เป็น “ประชาชาติมากมาย” สำหรับชายชราคนนี้ที่มีบุตรเพียงคนเดียว (และนั่นเกิดขึ้นด้วยวิธีที่ไม่น่ายกย่องนัก) พระเจ้าตรัสว่า “เราจะทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากมายยิ่ง เราจะทำให้เจ้าเป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเจ้า” (17:6)

ในช่วงเวลานี้เองที่พระเจ้าทรงประทานชื่อใหม่แก่อับราฮัม โดยเปลี่ยนจากชื่อแต่กำเนิดของเขาคืออับราม (17:5) อับราม หมายถึง “บิดาผู้สูงส่ง” ส่วน อับราฮัม หมายถึง “บิดาของประชาชาติมากมาย”

พระเจ้ายังได้ขยายพันธสัญญาของอับราฮัมสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างเป็นทางการ โดยทำให้แผ่นดินคานาอันทั้งหมดเป็น “กรรมสิทธิ์นิรันดร์” สำหรับลูกหลานของอับราฮัมตลอดไป (17:7–8) ในที่สุด พระเจ้าประทานเครื่องหมายแห่งการเข้าสุหนัตแก่อับราฮัม พร้อมคำแนะนำว่าจะต้องทำอย่างไร (17:10–14) การเข้าสุหนัตกลายเป็นเครื่องหมายและตราประทับอย่างเป็นทางการของพันธสัญญา ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพันธสัญญาตอนนี้มีครบถ้วนแล้ว

ที่สำคัญคือ ในตอนต้นของบทนี้ พระยาห์เวห์ทรงสำแดงพระองค์แก่อับราฮัมด้วยพระนามใหม่ว่า “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” หรือในภาษาฮีบรู คือ เอล ชัดดัย (ปฐมกาล 17:1) พระนามนี้เน้นถึงฤทธานุภาพสูงสุดของพระเจ้าอย่างชัดเจน หลังจากได้ยินพระสัญญาเหล่านี้หลายครั้ง อับราฮัมอาจกำลังสงสัยว่า เขาจะได้เห็นบุตรชายตามพระสัญญาเกิดขึ้นหรือไม่ พระนามนี้จึงเป็นการเตือนใจอับราฮัมอย่างแยบยลว่า ไม่มีสิ่งใดยากเกินไปสำหรับพระเจ้า

หลังจากตรัสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าทรงเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงซาราห์ นี่เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้ว่า พระองค์ทรงกล่าวถึงชื่อของซาราห์ และทรงรวมเธอเข้าไว้ในพระสัญญาแห่งพันธสัญญาอย่างเจาะจง “พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า ‘ส่วนซารายภรรยาของเจ้านั้น เจ้าอย่าเรียกชื่อนางว่า ซาราย [“เจ้าหญิงของฉัน”] แต่จงเรียกชื่อนางว่า ซาราห์ [“เจ้าหญิง”] เราจะอวยพรนาง และยิ่งกว่านั้นอีก โดยนางนี่แหละ เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งแก่เจ้า เราจะอวยพรนาง และนางจะให้กำเนิดชนหลายชาติ กษัตริย์ของชนหลายชาติจะมาจากนาง’” (ปฐมกาล 17:15–16) โดยการตัดคำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ (“ของฉัน”) ออกไป พระเจ้าทรงขจัดข้อจำกัดของชื่อออกไป เพราะเธอจะเป็นบรรพบุรุษของหลายชนชาติ

ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าซาราห์อยู่ด้วยและได้ยินเรื่องนี้ จากบริบทแล้วดูเหมือนว่าเธอไม่ได้อยู่ที่นั่น เราแน่ใจได้ว่าอับราฮัมคงเล่าให้เธอฟังทันทีที่มีโอกาส ขอให้สังเกตปฏิกิริยาของเขา “อับราฮัมจึงซบหน้าลงหัวเราะและคิดในใจว่า ‘ชายผู้มีอายุหนึ่งร้อยปีแล้วจะมีบุตรได้หรือ? ซาราห์ผู้มีอายุเก้าสิบปีแล้วจะคลอดบุตรหรือ?’” (ปฐมกาล 17:17) ในเสียงหัวเราะนั้นคงมีทั้งความโล่งและความยินดีพอ ๆ กับความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ เราคงเข้าใจความรู้สึกประหลาดใจของอับราฮัมได้ไม่ยาก เขาคงมีความไม่แน่ใจอยู่บ้าง แต่อย่าเข้าใจผิดคิดว่านี่คือความไม่เชื่อ ในโรม 4:20–21 อัครทูตเปาโลได้กล่าวถึงช่วงเวลานี้ว่า อับราฮัม “ไม่ได้หวั่นไหวแคลงใจในพระสัญญาของพระเจ้า แต่ท่านมีความเชื่อมั่นคง จึงถวายเกียรติแด่พระเจ้า ท่านเชื่อมั่นว่า พระเจ้าทรงสามารถทำสิ่งที่ทรงสัญญาได้”

อับราฮัมยังได้วิงวอนต่อพระเจ้าไม่ให้มองข้ามอิชมาเอล ซึ่งตอนนั้นมีอายุสิบสามปี และเป็นที่รักของบิดาอย่างไม่ต้องสงสัย “อับราฮัมทูลพระเจ้าว่า ‘โอขอให้อิชมาเอลมีชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์’” (ปฐมกาล 17:18)

พระเจ้าทรงตรัสย้ำพระสัญญาเกี่ยวกับซาราห์ทันที “พระเจ้าตรัสว่า ‘ที่แน่นั้น คือซาราห์ภรรยาของเจ้าจะคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้เจ้า และเจ้าจงตั้งชื่อเขาว่า อิสอัค เราจะสถาปนาพันธสัญญาของเราไว้กับเขา เป็นพันธสัญญานิรันดร์แก่เชื้อสายของเขาซึ่งจะตามเขามา’” (ข้อ 19) บุตรของซาราห์ (ไม่ใช่บุตรของฮาการ์) จะเป็นผู้ซึ่งคำสัญญาต่าง ๆ ในพันธสัญญาจะได้รับการเติมเต็มในตัวเขา (กาลาเทีย 4:22–28)

พระเจ้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะตรัส “สำหรับอิชมาเอลนั้นเราได้ฟังเจ้าแล้ว ดูเถิด เราได้อวยพรเขาและจะทำให้เขามีลูกดกทวีมากขึ้นอุดมบริบูรณ์อย่างยิ่ง เขาจะกำเนิดเจ้านายสิบสององค์และเราจะทำให้เขาเป็นชนชาติใหญ่ชนชาติหนึ่ง แต่พันธสัญญาของเรา เราจะตั้งไว้กับอิสอัคซึ่งซาราห์จะคลอดให้แก่เจ้าปีหน้าในเวลานี้” (ปฐมกาล 17:20–21 ฉบับคิงเจมส์ฯ) นี่เป็นครั้งแรกที่พระสัญญามาพร้อมกับวันที่กำหนดแน่นอน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าซาราห์มีส่วนร่วมในพันธสัญญา จากนั้นการสนทนาก็จบลง และพระคัมภีร์กล่าวเพียงว่า “พระเจ้าก็เสด็จจากอับราฮัมขึ้นไป” (ข้อ 22)

อับราฮัมคงรีบไปหาซาราห์และเล่าทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสให้เธอฟังทันที ไม่ว่าซาราห์จะมีปฏิกิริยาอย่างไร เธอย่อมเข้าใจอย่างแน่นอนว่าอับราฮัมเชื่อในพระสัญญานั้น เพราะเขาได้เข้าสุหนัตในทันที และได้ให้ทุกคนในครัวเรือนของเขาเข้าสุหนัตด้วย ไม่ว่าจะเป็น “คนที่เกิดมาในครัวเรือนหรือซื้อมาจากคนต่างชาติ” (ข้อ 23–27 ฉบับอมตธรรมฯ)

ความชื่นชมยินดีของเธอในการเติมเต็มพระสัญญา

เมื่อพระเจ้าทรงปรากฏแก่อับราฮัมในครั้งถัดไป หนึ่งในพระประสงค์โดยตรงของพระองค์คือการทบทวนพระสัญญากับซาราห์ เพื่อให้เธอได้ยินพระสัญญาด้วยหูของเธอเอง ปฐมกาล 18 บรรยายถึงการที่พระเจ้าเสด็จมาเยี่ยมเยียนอับราฮัมพร้อมกับทูตสวรรค์สององค์ อับราฮัมมองเห็นพวกเขาแต่ไกล และ (ก่อนที่เขาจะรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นใคร) เขาก็รีบบอกให้ซาราห์เตรียมอาหารให้พวกเขาทันที อับราฮัมสัญญากับพวกเขาว่าจะนำ “น้ำมานิดหน่อย… [และ] ขนมปังหน่อยหนึ่งมาให้” แต่แท้จริงแล้ว เขากลับสั่งให้ฆ่าลูกวัวและจัดงานเลี้ยงให้กับพวกเขา (ปฐมกาล 18:4–8) ความเต็มใจของซาราห์ในการต้อนรับแขกอย่างหรูหราในเวลาอันสั้นเช่นนี้ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องหมายแห่งการยอมจำนนเชื่อฟังต่ออับราฮัม ซึ่งอัครทูตเปโตรได้กล่าวถึงเมื่อเขายกซาราห์เป็นแบบอย่างสำหรับภรรยา เปโตรเขียนว่า “เพราะว่าบรรดาสตรีผู้บริสุทธิ์ในสมัยก่อนนั้น ผู้ซึ่งหวังในพระเจ้า ก็ได้ประดับกายโดยยอมเชื่อฟังสามีของตน เช่นนางซาราห์เชื่อฟังอับราฮัมและเรียกท่านว่านาย” (1 เปโตร 3:5–6) นี่คือเหตุการณ์ที่เปโตรนึกถึงเมื่อเขียนข้อความนี้ อันที่จริง แม้ว่าซาราห์จะถูกกล่าวถึงเสมอว่าเป็นภรรยาที่เชื่อฟังอับราฮัม แต่ปฐมกาล 18:12 เป็นข้อเดียวในพันธสัญญาเดิมที่เธอเรียกเขาว่า “[เจ้า]นายของฉัน” (ฉบับอมตธรรมฯ)

ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร ชายเหล่านั้นถามว่า “ซาราห์ภรรยาของเจ้าอยู่ที่ไหน?” (ปฐมกาล 18:9)

อับราฮัมตอบว่า “นางอยู่ในเต็นท์” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขารู้ว่าเธออยู่ใกล้พอที่จะได้ยิน พระคัมภีร์ได้บรรยายรายละเอียดของบทสนทนาที่ตามมา ดังนี้

[พระองค์ตรัส]ว่า “ในฤดูนี้ปีหน้าเราจะกลับมาหาเจ้าอีกแน่นอน ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะมีบุตรชายคนหนึ่ง” นางซาราห์ฟังอยู่ที่ประตูเต็นท์ข้างหลังท่าน

ฝ่ายอับราฮัมและซาราห์นั้นชราแล้ว และประจำเดือนของซาราห์ก็หมดไปแล้ว นางซาราห์ก็หัวเราะในใจ กล่าวว่า “ในเมื่อฉันแก่แล้ว สามี ของฉัน ก็แก่แล้ว ฉันยังจะมีความยินดีอย่างนี้อีกหรือ?”

พระยาห์เวห์ตรัสกับอับราฮัมว่า “ทำไมนางซาราห์หัวเราะ? และกล่าวว่า ‘ฉันแก่แล้ว จะคลอดบุตรชายจริง ๆ หรือ?’ มีสิ่งใดอัศจรรย์เกินที่พระยาห์เวห์จะทรงทำได้ พอถึงเวลากำหนดเราจะกลับมาหาเจ้า ฤดูนี้ปีหน้า ซาราห์จะมีบุตรชายคนหนึ่ง”

แต่นางซาราห์ปฏิเสธว่า “ข้าพระองค์ไม่ได้หัวเราะพระเจ้าข้า” เพราะนางกลัว พระองค์ตรัสว่า “อย่าเลย เจ้าหัวเราะจริง ๆ” (ปฐมกาล 18:10–15)

เสียงหัวเราะของซาราห์ (เช่นเดียวกับของอับราฮัมก่อนหน้านี้) ดูเหมือนจะแสดงถึงความยินดีและความประหลาดใจมากกว่าความสงสัย แต่เมื่อพระเจ้าตรัสถามว่า “ทำไมซาราห์จึงหัวเราะ?” เธอกลับปฏิเสธ การปฏิเสธนั้นเกิดจากความกลัว เธอกลัวเพราะเธอไม่ได้หัวเราะออกมาดัง ๆ แต่ “หัวเราะในใจ” ทันทีที่เธอตระหนักว่าชายแปลกหน้าผู้นี้รู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเธออย่างลึกซึ้งและแน่นอน เธอก็รู้และมั่นใจทันทีว่านั่นคือองค์พระผู้เป็นเจ้า

ปีถัดมาเป็นปีที่ยากลำบากและวุ่นวายสำหรับอับราฮัมและซาราห์ นั่นคือปีที่พระเจ้าทรงทำลายเมืองโสโดมและโกโมราห์ (ปฐมกาล 18:16–19:29) และในปีนั้นเอง อับราฮัมเดินทางลงใต้อีกครั้ง คราวนี้ไปยังแผ่นดินที่ปกครองโดยอาบีเมเลค กษัตริย์แห่งเมืองเกราร์ แม้ตอนนี้ซาราห์จะมีอายุ 90 ปีแล้ว แต่เธอก็ยังงดงามพอที่จะปลุกเร้าตัณหาของกษัตริย์ สิ่งที่เกิดขึ้นในอียิปต์เมื่อ 25 ปีก่อนก็เกิดขึ้นอีกครั้ง อับราฮัมพยายามแสร้งว่าซาราห์เป็นน้องสาวของเขา และอาบีเมเลคซึ่งหลงเสน่ห์ในความงามของเธอก็เริ่มไล่ตามเธอ แต่พระเจ้าทรงปกป้องซาราห์ โดยเตือนอาบีเมเลคในความฝันว่าเธอเป็นภรรยาของอับราฮัม (ปฐมกาล 20:3) พระคัมภีร์เน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้อาบีเมเลคแตะต้องเธอ (20:6) เพื่อไม่ให้เกิดข้อกังขาว่าใครคือบิดาของบุตรที่เธอจะให้กำเนิดในไม่ช้า

อาบีเมเลคตกใจกลัวเมื่อพระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่เขาในความฝัน จึงปฏิบัติต่ออับราฮัมและซาราห์ด้วยความเมตตา เขามอบของกำนัลมากมายแก่อับราฮัมและกล่าวว่า “ดูนี่ แผ่นดินของเราก็อยู่ต่อหน้าเจ้า จงอาศัยอยู่ที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ” (20:15) ส่วนนางซาราห์นั้น เขากล่าวว่า “นี่แน่ะ เราให้เงินหนึ่งพันแผ่นแก่พี่ชายของเจ้า เป็นค่าชดใช้ต่อหน้าทุกคนที่อยู่กับเจ้าเจ้ารับการแก้ไขในทุกเรื่องแล้ว” (20:16)

ทันทีหลังจากเหตุการณ์นั้น พระคัมภีร์บันทึกว่า “พระยาห์เวห์ทรงเยี่ยมซาราห์ตามที่พระองค์ตรัสไว้ และพระยาห์เวห์ทรงทำแก่ซาราห์ ดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณไว้ ซาราห์ก็ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้อับราฮัมเมื่อท่านชรา ตามเวลาซึ่งพระเจ้าได้ตรัสกับท่าน” (21:1–2) ซาราห์ตั้งชื่อเขาว่าอิสอัค ซึ่งหมายถึง “เสียงหัวเราะ” และเธอกล่าวว่า “พระเจ้าทรงทำให้ฉันหัวเราะ ทุกคนที่ฟังจะพลอยหัวเราะด้วย” (21:6) ดังนั้นเธอจึงยอมรับเสียงหัวเราะที่เคยพยายามปฏิเสธก่อนหน้านี้

เราได้เห็นแง่มุมที่น่าสนใจของตัวตนที่แท้จริงของซาราห์จากการที่เธอเห็นอารมณ์ขันในวิธีที่พระเจ้าทรงจัดการกับชีวิตของเธอ “ใครจะพูดกับอับราฮัมได้ว่าซาราห์จะให้ลูกอ่อนกินนม เพราะข้าพเจ้าก็ได้คลอดบุตรชายคนหนึ่งให้ท่านเมื่อท่านชราแล้ว” (ข้อ 7) แม้ว่าบางครั้งเธอจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว และต้องต่อสู้กับความท้อแท้ แต่โดยแก่นแท้แล้วซาราห์ก็ยังคงเป็นผู้หญิงที่มีอารมณ์ขัน หลังจากหลายปีแห่งความผิดหวังอันขมขื่น เธอก็ยังสามารถชื่นชมกับความขบขันของการได้เป็นแม่ในวัยชราเช่นนี้ ความปรารถนาตลอดชีวิตของเธอเป็นจริงแล้ว และความทรงจำแห่งปีที่เต็มไปด้วยความผิดหวังอันขมขื่นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อจริง ๆ

ความโหดร้ายของเธอในการปฏิบัติต่ออิชมาเอล

ซาราห์มีบทบาทสำคัญอีกเพียงเหตุการณ์เดียวตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ ในที่สุดอิสอัคก็หย่านม และจากที่เรารู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมในสมัยนั้น เขาคงเป็นเด็กวัยหัดเดิน อายุประมาณสองหรือสามขวบ พระคัมภีร์กล่าวว่า “อับราฮัมจัดงานเลี้ยงใหญ่ในวันนั้นเมื่ออิสอัคหย่านม” (ปฐมกาล 21:8) นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับซาราห์ในการยอมรับฮาการ์ในฐานะภรรยาน้อยของสามี เธอเห็นว่าอิชมาเอลกำลังล้อเลียนอิสอัค (ข้อ 9) พระคัมภีร์ไม่ได้บอกสาเหตุว่าทำไมอิชมาเอลถึงล้อเลียน มันอาจเป็นแค่เรื่องเด็ก ๆ ที่ไร้สาระเท่านั้น ดังที่พ่อแม่ทุกคนจะยืนยันได้ว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเด็กในวัยนั้น อิชมาเอลในตอนนั้นน่าจะอายุไม่เกินสิบสี่ปี และกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยหนุ่ม—โตพอที่จะรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเอง แต่ยังไม่มากพอที่จะมีความฉลาดรอบคอบ

แต่นั่นก็เกินกว่าที่ซาราห์จะทนได้ เธอพูดขึ้นทันทีว่า “ไล่ทาสหญิงคนนี้กับลูกชายของนางไป เพราะว่าลูกชายของทาสหญิงคนนี้จะเป็นทายาทมรดกร่วมกับอิสอัคลูกชายของฉันไม่ได้” (ข้อ 10)

สำหรับอับราฮัม ความชื่นบานทั้งหมดหายไปจากงานเฉลิมฉลองในทันที อิชมาเอลเป็นบุตรชายคนแรกของอับราฮัม และเขารักอิชมาเอลอย่างแท้จริง ขอให้นึกถึงคำวิงวอนของอับราฮัมที่ทูลต่อพระเจ้าก่อนหน้านี้ “โอ ขอให้อิชมาเอลมีชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์” (ปฐมกาล 17:18)

ซาราห์โหดร้ายเกินไปจริงหรือ? ความจริงแล้ว ไม่ใช่เลย ผู้หญิงแทบจะทุกคนที่ถูกบังคับให้แบ่งสามีกับภรรยาน้อยก็คงจะตอบสนองต่อสถานการณ์เช่นนี้ไม่ต่างจากซาราห์ เธอเป็นภรรยาที่แท้จริงของอับราฮัม ฮาการ์เป็นคนเข้ามาแทรกแซง นอกจากนี้ ตามพระสัญญาของพระเจ้า อิสอัคเป็นทายาทที่แท้จริงของอับราฮัม ซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาว่าพระพรแห่งพันธสัญญาจะถูกเติมเต็มผ่านทางเขา การที่อิชมาเอลอยู่ในฐานะที่จะอ้างสิทธิ์ความเป็นบุตรหัวปีเหนือทายาทที่แท้จริงซึ่งพระเจ้าทรงแต่งตั้งให้สืบทอดต่อจากอับราฮัมนั้น ทำให้สถานการณ์ยุ่งเหยิงเกินกว่าจะรับได้ อิชมาเอลเป็นภัยคุกคามต่อวัตถุประสงค์ของพระเจ้าสำหรับเชื้อสายของอับราฮัม ตราบใดที่อิชมาเอลยังอยู่ในสถานะที่จะอ้างสิทธิ์ว่าตนเป็นทายาทโดยชอบธรรมของอับราฮัมแทนที่จะเป็นอิสอัค

ดังนั้น สิ่งที่อาจดูเหมือนเป็นปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินไปในตอนแรก แท้จริงแล้วเป็นอีกหลักฐานหนึ่งของความเชื่ออันยิ่งใหญ่ของซาราห์ในพระสัญญาของพระเจ้า พระเจ้าเองทรงยืนยันถึงสติปัญญาในคำเรียกร้องของเธอ “พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า ‘อย่าทุกข์ใจเรื่องเด็กคนนั้นกับ[ภรรยา]ทาสของเจ้าเลย จงทำตามที่ซาราห์บอก เพราะ[เมล็ดพันธุ์]ของเจ้าจะนับทางอิสอัค’” (21:12 ฉบับอมตธรรมฯ)

อิชมาเอลไม่ได้ถูกทอดทิ้งอย่างสิ้นเชิง พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะทำให้อิชมาเอลเป็นชนชาติใหญ่เช่นกัน—“เพราะเขาก็เป็น[เมล็ดพันธุ์]ของเจ้าเหมือนกัน” (ข้อ 13 ฉบับอมตธรรมฯ) ต่อมาพระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่อิชมาเอลและฮาการ์ในยามคับขัน และทรงสัญญาว่าจะตอบสนองความต้องการทั้งหมดของพวกเขา (ข้อ 14–21) ยิ่งไปกว่านั้น สายสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างเชื้อสายของอิชมาเอลและอิสอัคยังคงถูกรักษาไว้อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่ออับราฮัมสิ้นชีวิตแล้ว บุตรชายทั้งสองได้ร่วมมือกันฝังศพบิดาของพวกเขาข้าง ๆ ซาราห์ (25:9–10)

อัครทูตเปาโลใช้การขับไล่ฮาการ์เป็นภาพเปรียบเทียบถึงความขัดแย้งระหว่างธรรมบัญญัติและพระคุณ โดยเรียกว่า “เรื่องเปรียบเทียบ” หรือ “อุปไมย” (กาลาเทีย 4:24) แต่เราไม่ควรคิดว่าเปาโลกำลังปฏิเสธข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกในปฐมกาล ตรงกันข้าม เขากลับมองว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนต้นแบบ—หรือยิ่งกว่านั้น เป็นบทเรียนที่มีชีวิต ฮาการ์หญิงทาสเป็นตัวแทนของความเป็นทาสภายใต้ระบบศาสนาที่เน้นกฎเกณฑ์เคร่งครัด (การถูกจองจำภายใต้ความพยายามที่จะได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าผ่านการกระทำ) ส่วนซาราห์ภรรยาที่สัตย์ซื่อนั้นเป็นตัวแทนของเสรีภาพที่สมบูรณ์แบบของพระคุณ เปาโลกำลังย้ำเตือนผู้เชื่อชาวกาลาเทียว่า “พี่น้องทั้งหลายเราเป็นบุตรแห่งพระสัญญาเช่นเดียวกับอิสอัค” (ข้อ 28)—รอดโดยพระคุณไม่ใช่หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะรอดโดยการกระทำ “แต่ในครั้งนั้นผู้ที่เกิดตามเนื้อหนังได้ข่มเหงผู้ที่เกิดตามพระวิญญาณฉันใด ปัจจุบันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น”(ข้อ 29 ฉบับคิงเจมส์ฯ) เช่นเดียวกับที่อิชมาเอลล้อเลียนอิสอัค ครูสอนเท็จในกาลาเทียก็กำลังข่มเหงผู้เชื่อที่แท้จริง ข้อสรุปของเปาโลคืออะไร? “จงไล่หญิงทาสกับบุตรชายของนางไปเสีย เพราะว่าบุตรของหญิงทาสจะรับมรดกร่วมกับบุตรของหญิงที่เป็นไทไม่ได้” (ข้อ 30) แม้จะดูโหดร้าย แต่การขับไล่ฮาการ์และอิชมาเอลนั้นมีหลักการฝ่ายวิญญาณที่สำคัญ จำเป็น และส่งผลเชิงบวกอย่างยิ่ง เหตุการณ์นี้เป็นสัญลักษณ์ของความจริงสำคัญที่ว่า ศาสนาแบบที่พึ่งพาความพยายามของมนุษย์นั้น (ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นแผนการตามเนื้อหนังที่ให้กำเนิดอิชมาเอลในฐานะการเติมเต็มจอมปลอมตามพระสัญญาของพระเจ้า) เข้ากันไม่ได้เลยกับพระคุณของพระเจ้า (ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นอิสอัค ในฐานะทายาทที่แท้จริงของพระสัญญาของพระเจ้า) และทั้งสองสิ่งนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อกันถึงขนาดที่ไม่สามารถอยู่ใกล้กันได้

ความสุขของเธอในช่วงท้ายของชีวิต

หลังจากที่ฮาการ์ถูกไล่ออกไป ซาราห์ก็กลับมามีชีวิตคู่สมรสเพียงคนเดียวอันดีกับสามีผู้เป็นที่รักของเธอพร้อมกับอิสอัคบุตรชายของพวกเขา ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจที่คงอยู่เสมอสำหรับทั้งซาราห์และอับราฮัมถึงความสัตย์ซ่ออันมั่นคงของพระเจ้า เท่าที่เรารู้ตลอดชีวิตที่เหลือของเธอเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีและสันติสุข

ซาราห์ไม่ได้ปรากฏแม้แต่ในบันทึกของพระคัมภีร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อับราฮัมเกือบถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นมีจุดประสงค์เฉพาะเพื่อทดสอบความเชื่อของอับราฮัม ดูเหมือนว่าซาราห์จะถูกแยกออกจากเหตุการณ์นี้โดยสิ้นเชิงจนกว่าเรื่องจะจบลง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในแผ่นดินโมริยาห์ (ปฐมกาล 22:2) (ในคนรุ่นหลังต่อมา พื้นที่ซึ่งรู้จักกันในชื่อโมริยาห์ถูกล้อมรอบด้วยกรุงเยรูซาเล็ม และภูเขาโมริยาห์ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองคือสถานที่ตั้งพระวิหารตามที่บันทึกใน 2 พงศาวดาร 3:1) โมริยาห์อยู่ห่างจากเบเออร์เชบาประมาณ 72 กิโลเมตร ที่ซึ่งอับราฮัมอาศัยอยู่ในขณะนั้น (ปฐมกาล 21:33–34) อย่างไรก็ตาม ความเชื่อของซาราห์ได้รับการทดสอบมาอย่างดีแล้ว เธอได้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจอย่างสิ้นเชิงในพระสัญญาของพระเจ้ามาเป็นเวลานาน และตราประทับแห่งการยอมรับของพระเจ้าที่มีต่อเธอนั้นปรากฏอยู่ในข้อความในพันธสัญญาใหม่หลายตอนที่ยกย่องเธอในเรื่องความสัตย์ซื่อที่มั่นคง

อันที่จริง ในแบบเดียวกับที่พันธสัญญาใหม่แสดงให้เห็นว่าอับราฮัมเป็นบิดาฝ่ายวิญญาณของทุกคนที่เชื่อ (โรม 4:9–11; กาลาเทีย 3:7) ซาราห์ก็ถูกวาดภาพว่าเป็นมารดาฝ่ายวิญญาณและเป็นแบบอย่างในอดีตของสตรีทั้งปวงที่มีความเชื่อ (1 เปโตร 3:6) แทนที่จะชี้ให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ควรจดจำเมื่อซาราห์ประพฤติตัวไม่ดี พระคัมภีร์กลับรำลึกถึงเธอในฐานะแบบอย่างของสตรีที่ประดับด้วย “ความงามอันไม่รู้จางหายของจิตใจที่อ่อนโยนและสงบเยือกเย็น” (1 เปโตร 3:4 ฉบับอมตธรรมฯ)

นั่นเป็นคำรำลึกที่เหมาะสมสำหรับหญิงที่มีความพิเศษผู้อย่างแท้จริง

What's New

Sign up to receive updates about new books, conferences and products!

Thanks for submitting!

Opening Hours

Mon - Fri: 8am - 5pm

​​Saturday: 8am - 12pm

​Sunday: Closed

Contact Us

สถาบันพระคริสตธรรมเกรซ แบ๊บติสต์

บ้านเลขที่ 10 หมู่ 1

ต.ตลาดใหญ่ อ.ดอยสะเก็ด

จ.เชียงใหม่ 50220

gracebannasan@gmail.com

092-258-1033

© 2025 Grace Bannasan (เกรซบรรณสาร)

A project of the Grace Foundation (มูลนิธิเกรซ)

bottom of page