top of page

บทที่ 2: อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าและความชั่วร้าย

ผมหวังว่าคุณจะเห็นว่าพระคัมภีร์มีความชัดเจน: พระเจ้าทรงมีอำนาจอธิปไตยสูงสุดเหนือสิ่งมีชีวิตทั้งสิ้นของพระองค์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะถูกเผยออกมาตามแผนการของพระองค์โดยไม่มีข้อยกเว้น

หากคุณเผชิญแนวคิดเหล่านี้เป็นครั้งแรก คุณอาจมีคำถามสองสามข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าเหนือความชั่วร้าย ถ้าพระเจ้าทรงวางแผนทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น พระองค์ไม่ใช่ผู้สร้างความบาปได้อย่างไร? โดยเห็นอยู่แล้วว่าบาปเป็นหนึ่งในสิ่งทั้งปวงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์?

คำถามเช่นนี้จะตรงประเด็นมากขึ้น เมื่อเราพิจารณาถึงความรุนแรงของความทุกข์ทรมานของมนุษย์ พระเจ้าแห่งความรักยอมให้ความทุกข์ทรมานแบบที่เราเห็นในโลกทุกวันนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ถ้าพระองค์ควบคุมโลกได้อย่างแท้จริงและมีอำนาจที่จะหยุดยั้งความชั่วร้ายและความทุกข์ทรมานได้ แล้วทำไมพระองค์ถึงไม่ทำล่ะ?

คำถามที่สองนี้ทำให้หลายคนคิดว่ามีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น (1) ถ้าพระเจ้าทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุด พระองค์ก็ไม่สามารถเป็นผู้บริสุทธิ์และเป็นคนดีได้ หรือ (2) ถ้าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์และดีแล้ว พระองค์จะต้องไม่มีอำนาจอธิปไตยสูงสุด
โดยทั้งสิ้น

ทั้งสองคำถามนี้เป็นจริงอย่างใดอย่างหนึ่งได้หรือไม่?คริสเตียนส่วนใหญ่รู้ว่าเราควรทิ้งตัวเลือกแรกให้พ้นมือไป หากพระคัมภีร์มีความชัดเจนในเรื่องใด ก็ควรชัดเจนในเรื่องความบริสุทธิ์และความดีของพระเจ้า แล้วตัวเลือกที่สองนั้นล่ะ?การกระทำของซาตานและมนุษย์ที่ชั่วร้ายนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของพระเจ้าใช่ไหม? พระเจ้ากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปิดบังความชั่ว แต่บางครั้งก็ล้มเหลวที่จะควบคุมมันไว้—พระองค์แค่จัดการเรื่องทั้งหมดให้ดำเนินไปในทางที่ดีหลังจากความเป็นจริงเช่นนี้ ใช่หรือไม่?

หากคุณได้ติดตามข้อพระคัมภีร์แต่ละตอนที่เราได้พิจารณากันมา คุณก็จะตระหนักได้ว่าพระคัมภีร์ไม่เคยนำเสนอพระเจ้าว่าอยู่ภายใต้การตัดสินใจของสิ่งมีชีวิตที่เป็นมนุษย์อย่างไร้อำนาจโดยตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แค่นั้น ไม่ใช่เลย ตามพระคัมภีร์แล้ว พระเจ้าทรงมีอำนาจอธิปไตยสูงสุดเหนือการกระทำทั้งสิ้นของสิ่งมีชีวิตของพระองค์ แม้แต่การกระทำบาปของพวกเขาด้วย ดังที่อาโมส 3:6 กล่าวไว้ว่า “เขาจะเป่าเขาสัตว์ในเมืองและประชาชนไม่ตกใจกลัวหรือ? จะมีภัยเกิดขึ้นในเมืองหนึ่งเมืองใดหรือ นอกจากว่าพระยาห์เวห์ทรงทำเอง?”

พระเจ้าทรงนำหายนะมาสู่เมืองหนึ่ง แต่พระคัมภีร์ยังยืนยันว่าพระองค์ยังคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์และความดี อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระองค์ไม่ได้ประนีประนอมต่อความบริสุทธิ์ของพระองค์ และความบริสุทธิ์ของพระองค์ก็ไม่ได้ประนีประนอมต่ออำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระองค์เช่นกัน ในความเป็นจริงแล้ว ผู้เขียนพระคัมภีร์ไม่เคยรับรู้ถึงความตึงเครียดระหว่างแนวคิดทั้งสองนี้เลยด้วยซ้ำ พวกเขาเพียงแต่เปิดเผยว่าพระเจ้าทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุด บริสุทธิ์ และทรงดี

เรามาดูกันว่าพระคัมภีร์ยืนยันแนวคิดทั้งสองนี้อย่างไร ประการแรก พระเจ้าทรงมีอำนาจอธิปไตยสูงสุดเหนือความชั่วร้าย และประการที่สอง พระองค์ทรงคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์และความชอบธรรมอย่างไร

1. พระเจ้าทรงมีอำนาจอธิปไตยเหนือความชั่วร้าย

พระคัมภีร์สอนว่าบางครั้งพระเจ้าก็ทรงทำให้จิตใจของมนุษย์แข็งกระด้างซึ่งส่งผลให้ผู้คนทำสิ่งชั่วร้ายทางศีลธรรม ตัวอย่างเช่น พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “เมื่อเจ้ากลับไปถึงอียิปต์ จงทำการอัศจรรย์ทั้งสิ้นซึ่งเรามอบไว้ในอำนาจของเจ้าแล้วนั้นต่อหน้าฟาโรห์ แต่เราจะทำให้ใจของฟาโรห์กระด้าง ไม่ยอมให้ประชากรไป” (อพยพ 4:21) พระเจ้าทรงกระทำเช่นเดียวกันกับสิโหนกษัตริย์แห่งเฮชโบนในเฉลยธรรมบัญญัติ 2:30: “แต่สิโหนกษัตริย์แห่งเฮชโบน ไม่ยอมให้เราผ่านเขตแดนของเขา เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน ทรงทำให้จิตใจของสิโหนกระด้าง และทรงทำให้ใจแข็ง เพื่อจะทรงมอบเขาไว้ในมือของท่านดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้” ประสบการณ์ของอิสราเอลในอียิปต์และบนเส้นทางสู่คานาอัน การกดขี่อันโหดร้ายของฟาโรห์ และการต่อต้านที่พวกเขาพบจากชาวคานาอัน ท้ายที่สุดนั้นก็มาจากพระหัตถ์อันอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า

เราเห็นประเด็นเดียวกันนี้ไม่เพียงแต่สอนในหนังสือของโมเสสเท่านั้น แต่ในพระธรรมสดุดีด้วย ผู้เขียนสดุดีกล่าวถึงการที่ประชากรของพระเจ้าต้องทนทุกข์ในอียิปต์ว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงวางแผนเอาไว้และให้เป็นไปตามนั้น “พระองค์ทรงหันใจเขาเหล่านั้น [คนอียิปต์] ให้เกลียดประชากรของพระองค์ ให้ใช้กลอุบายแก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์” (สดุดี 105:25)

ดังที่ผมได้ชี้ให้เห็นไปแล้ว บางทีการแสดงอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเหนือความบาปของมนุษย์อาจเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม การทดลอง และการตรึงกางเขนของพระบุตรของพระองค์ จำคำอธิษฐานของอัครทูตในกิจการบทที่ 4 ได้ไหม? “พระเยซูองค์นี้ทรงถูกมอบไว้ตามที่พระเจ้าทรงดำริแน่นอนและทรงทราบล่วงหน้า และท่านทั้งหลายได้ประหารพระองค์ด้วยการตรึงพระองค์บนกางเขนโดยอาศัยน้ำมือของคนอธรรม” (กิจการ 2:23)

2. พระเจ้าทรงมีอำนาจอธิปไตยเหนือความชั่วร้าย

แต่ไม่ใช่ผู้สร้างความชั่วร้ายในขณะเดียวกัน พระคัมภีร์ก็ชัดเจนว่าพระเจ้าทำบาปไม่ได้และไม่กระทำบาป พระเจ้าทรงเกลียดความบาด้วยความเกลียดชังทั้งสิ้น อัครทูตยากอบกล่าวถึงประเด็นนี้เมื่อเขากล่าวว่าอย่าให้คนที่ถูกล่อลวงกล่าวว่า “พระเจ้าทรงล่อลวงข้าพเจ้า” เพราะว่าพระเจ้าจะไม่ถูกความชั่วล่อลวงและพระองค์เองก็ไม่ทรงล่อลวงใครเลย แต่ทุกคนถูกล่อลวงด้วยตัณหาของตัวเอง คือถูกตัณหานั้นล่อลวงและชักนำ เมื่อตัณหาฟักตัวขึ้นแล้วก็ก่อให้เกิดบาป และเมื่อบาปเจริญเต็มที่แล้วก็ก่อให้เกิดความตาย (ยากอบ 1:13-15)

แล้วพระเจ้าจะมีอำนาจอธิปไตยเหนือบาปโดยไม่เคยล่อลวงใครให้ทำบาปได้อย่างไร? เราสามารถแก้ไขความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดนี้ได้ในระดับหนึ่งด้วยหลักการนี้: พระเจ้าทรงมีส่วนในการกระทำของความบาป แต่ไม่มีส่วนในความบาปของการกระทำ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การควบคุมประวัติศาสตร์ของพระเจ้าทำให้แน่ใจได้ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นตามการออกแบบของพระองค์ แต่พระองค์ไม่ได้ปลูกฝังความคิดและแรงจูงใจที่ชั่วร้ายในตัวมนุษย์ให้ทำการดังกล่าว

เรื่องราวของโยเซฟในพระธรรมปฐมกาลเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของหลักการนี้ คุณจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไหม? พวกพี่ชายของโยเซฟอิจฉาเขาและตัดสินใจขายเขาไปเป็นทาสในอียิปต์ พวกเขาโกหกยาโคบบิดาโดยอ้างว่าสัตว์ร้ายได้ฆ่าโยเซฟ โยเซฟกลายเป็นทาสในอียิปต์มานานหลายปี และสถานการณ์ก็เลวร้ายลง เขาถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ ว่าพยายามข่มขืนภรรยาเจ้านายและถูกจับเข้าคุกไป ในที่สุด พระเจ้าทรงพลิกชะตาชีวิตของโยเซฟ เขาได้รับการปล่อยตัวจากคุกโดยฟาโรห์ และได้รับตำแหน่งสูงสุดเป็นอันดับสองในอียิปต์
(มีเพียงฟาโรห์เท่านั้นที่มีอำนาจมากกว่าเขา)

หลายปีต่อมา เกิดการกันดารอาหารขึ้นทั่วแผ่นดินอียิปต์ พวกพี่ชายของโยเซฟมาที่อียิปต์เพื่อหาอาหาร โยเซฟเปิดเผยตนเองต่อพี่น้องของเขาและแสดงให้เห็นว่าท่านไม่มีความขุ่นเคืองหรือขมขื่นต่อพวกเขาในบทที่เร้าอารมณ์และสะเทือนความรู้สึกในปฐมกาล 45 แม้ว่าพวกเขาจะกระทำการชั่วร้ายหลายอย่างต่อท่าน แต่โยเซฟก็ยังคืนดีกับพวกพี่ชายของเขา

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า โยเซฟสามารถให้อภัยคนที่ทำร้ายเขาอย่างที่สุดได้อย่างไร ขอให้ดูปฐมกาล 45 แล้วคุณจะพบว่ารากฐานของการให้อภัยของโยเซฟคือความเชื่อมั่นอย่างมั่นคงของเขาที่ว่า พระเจ้าทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุด แม้กระทั่งเหนือการกระทำชั่วของพวกพี่ชายของเขา

โยเซฟจึงบอกพวกพี่ชายว่า. . . “อย่าเสียใจไปเลย อย่าโกรธตัวเองที่ขายฉันมาที่นี่ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้ฉันให้มาก่อนหน้าพวกพี่ เพื่อจะได้ช่วยชีวิต เพราะมีการกันดารอาหารในแผ่นดินสองปีแล้วยังอีกห้าปีจะไม่มีการไถนาหรือเก็บเกี่ยวเลย พระเจ้าทรงใช้ฉันมาก่อนพวกพี่ เพื่อสงวนคนที่เหลือส่วนหนึ่งบนแผ่นดินไว้ให้พวกพี่ และช่วยชีวิตของพวกพี่ไว้ด้วยการช่วยกู้อันยิ่งใหญ่ ฉะนั้นไม่ใช่พี่เป็นผู้ให้ฉันมาที่นี่ แต่พระเจ้าทรงให้มา (ปฐมกาล 45:4–8) 

นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่โยเซฟยืนยันความมั่นใจในอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าเหนือการกระทำชั่วของพวกพี่ชายของเขา ต่อมาเมื่อพ่อของเขาเสียชีวิตลง บรรดาพี่ชายของโยเซฟคิดว่าเขาจะแก้แค้นพวกเขา พวกเขาแต่งเรื่องขึ้นโดยบอกว่า ยาโคบบิดาของพวกเขาทิ้งคำพูดไว้บนเตียงก่อนตายไว้ว่าโจเซฟไม่ควรกระทำการแก้แค้นพวกเขา เมื่อพวกเขาเล่าเรื่องนี้ให้โยเซฟฟัง โยเซฟกล่าวว่า “อย่ากลัวเลย เราเป็นดัง
พระเจ้าหรือ? พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดีดังที่เป็นอยู่วันนี้ คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก” (ปฐมกาล 50:19–20)

โยเซฟเห็นว่ามีสองมือและสองจิตใจที่นำเขาไปเป็นทาสในอียิปต์—พระหัตถ์ของพระเจ้าและมือมนุษย์ของพวกพี่ชายของเขา พระหัตถ์ของพระเจ้าเป็นสาเหตุหลัก และมือของพวกพี่ชายของเขาเป็นสาเหตุรอง พระหัตถ์ของพระเจ้าทำให้มั่นใจว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้น พวกพี่ชายของเขาในฐานะตัวแทนมนุษย์ตัวเปล่าที่ปฏิบัติตามความปรารถนาของตนเองดำเนินการดังกล่าว แรงจูงใจของพระเจ้านั้นดีและเปี่ยมด้วยความรัก—“[เพื่อ]ให้เกิดผลดีดังที่เป็นอยู่วันนี้ คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก” แรงจูงใจของพวกพี่ชายของโยเซฟนั้นชั่วร้าย—“พวกท่านคิดร้ายต่อเรา” พระเจ้ามีส่วนในการกระทำของความบาป แต่ไม่มีส่วนในความบาปของการกระทำนั้น แรงจูงใจของพระองค์นั้นชอบธรรม ในขณะที่แรงจูงใจของพวกพี่ชายโยเซฟนั้นชั่วร้าย

คุณอาจยังสงสัยอยู่ว่าพระเจ้าทรงรับรองได้อย่างไรว่า ตัวแทนที่เป็นมนุษย์ตัวเปล่าจะปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าโดยไม่ต้องบังคับการกระทำของพวกเขา แน่นอนว่าในส่วนของการกระทำดีของมนุษย์ เรารู้ว่ามนุษย์กระทำอย่างตรงไปตรงมา และด้วยเหตุนี้เราจึงยอมรับว่าการกระทำดีทั้งหมดที่เราทำได้ก็เพราะพระคุณของพระองค์ อัครทูตเปาโลเขียนว่า “พระเจ้าเป็นผู้ทรงทำการอยู่ภายในพวกท่าน ให้ท่านมีความประสงค์และมีความสามารถทำตามชอบพระทัยของพระองค์” (ฟป. 2:13) ในส่วนของการกระทำบาปของเรา เราพบว่าตัวเราเองขาดคำตอบที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เราจำเป็นต้องสารภาพว่าเรานั้นเป็นพวกคนสายตาสั้น เราอาจต้องปล่อยบางคำถามไปโดยไม่มีคำตอบจนกว่าเราจะไปถึงนิรันดร์ งานของเรานั้นไม่ใช่การตอบคำถามเชิงปรัชญาทุกข้อที่เราอาจมีแต่เพียงยืนยันทุกสิ่งที่พระคัมภีร์ยืนยันไว้ และดังที่เราได้เห็นแล้ว พระคัมภีร์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดเหนือความชั่วร้ายและไม่ใช่ผู้สร้างความชั่ว

เมื่อเราพิจารณาความทุกข์ทรมานของมนุษย์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ของเราเอง) เรามักจะถามว่า “สิ่งนี้จะเกิดผลดีอะไรได้บ้าง?” เรามักจะถามว่า “ทำไม? ทำไม? ทำไม?” หากเรานึกถึงโจเซฟครู่หนึ่ง นั่นอาจเป็นคำถามที่เขาถามขณะเป็นนักโทษอยู่ในอียิปต์ เป็นคำถามที่กระตุ้นให้ผม “ทะเลาะกับพระเจ้า” ระหว่างนั่งรถโดยสารไปเมืองมูฟูลิราเมื่อหลายปีก่อน ประชากรของพระเจ้าจะยังคงถามคำถามนี้อีกต่อไปในขณะที่พวกเขาอยู่ในเตาหลอมแห่งความทุกข์นี้

บางครั้งการสายตาสั้นของเราทำให้เราตั้งคำถามต่อวิถีทางของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราอธิษฐานขอการช่วยเหลือ และสิ่งต่างๆ ดูเหมือนจะแย่ลงเท่านั้น ในช่วงเวลาเหล่านั้น เราถูกล่อลวงให้สงสัยอำนาจอธิปไตยและพระปัญญาของพระเจ้า

แต่นั่นเป็นช่วงเวลาที่เราต้องวางใจอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า ในที่สุดทุกสิ่งจะดำเนินไปเพื่อประโยชน์ที่ดีของเราและเพื่อพระสิริของพระองค์ ในกรณีของโยเซฟ ในที่สุดเมื่อเขาออกจากคุกและเป็นผู้นำประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เขาสามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงวางแผนชีวิตของเขาด้วยความปวดร้าวและความเจ็บปวดทั้งหมดเพื่อนำมาซึ่งความรอดของคนจำนวนมากจากความอดอยาก

ประสบการณ์ของผมเองในปี 1984 สอนผมมากกว่าวิทยาลัยพระคัมภีร์หรือพระคริสตธรรมใดๆ ที่จะสอนได้เกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้า ในกรณีขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราและการทนทุกข์ของพระองค์ เราทุกคนทราบดีว่ากระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลวที่เกิดขึ้นในชีวิตของพระองค์นั้นส่งผลให้เราได้รับการไถ่จากบาป เมื่อประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติสิ้นสุดลงและเรารวมตัวกันในนิรันดร์ เราจะเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำบรรลุสำเร็จผ่านทางอำนาจอธิปไตยของพระองค์ คำถามทั้งหมดของเราจะไม่มีอีกเราจะเห็นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนว่าพระเจ้าทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุด และพระองค์ทรงดีและบริสุทธิ์

What's New

Sign up to receive updates about new books, conferences and products!

Thanks for submitting!

Opening Hours

Mon - Fri: 8am - 5pm

​​Saturday: 8am - 12pm

​Sunday: Closed

Contact Us

สถาบันพระคริสตธรรมเกรซ แบ๊บติสต์

บ้านเลขที่ 10 หมู่ 1

ต.ตลาดใหญ่ อ.ดอยสะเก็ด

จ.เชียงใหม่ 50220

gracebannasan@gmail.com

092-258-1033

© 2025 Grace Bannasan (เกรซบรรณสาร)

A project of the Grace Foundation (มูลนิธิเกรซ)

bottom of page