top of page

คำนำ

พระยาห์เวห์พอพระทัยสิ่งใด พระองค์ก็ทรงทำสิ่งนั้นในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ในทะเลและที่น้ำลึกทั้งสิ้น (สดุดี 135:6)

 

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1984 ผมสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยสาขาวิศวกรรมเหมืองแร่ ผมเก็บข้าวของเล็กๆ น้อยๆ แล้วขึ้นรถโดยสารไปยังเหมืองแร่ทองแดงที่เมืองมูฟูลีรา ประเทศแซมเบีย ซึ่งอยู่ห่างจากลูซากาไปทางเหนือประมาณ 640 กว่ากิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ที่ผมกำลังศึกษาอยู่ ช่วงเวลานี้ควรจะเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น ผมได้ก้าวเข้าสู่ชีวิตในวัยผู้ใหญ่และเริ่มต้นอาชีพใหม่ที่น่าตื่นเต้น แต่ผมรู้สึกเป็นทุกข์ไม่มีความสุขเลย สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่แย่ที่สุดในรอบห้าปีของผมในฐานะคริสเตียน ความสัมพันธ์ของผมพังทลายลง และผมรู้สึกราวกับว่าพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงผมในช่วงเวลาสั้นๆ

 

ผมทะเลาะกับพระเจ้า

 

ขอให้ผมได้อธิบาย ผมมาเป็นคริสเตียนในเดือนมีนาคม ปี 1979 ตอนอายุ 17 ปี ไม่กี่เดือนก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ในช่วงปีแรกนั้น การติดตามพระคริสต์เต็มไปด้วยความอะลุ้มอล่วยและบาป ขณะที่ผมพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากสังคมที่ไม่ดีที่ผมเคยมีเมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ในที่สุด ในเดือนมีนาคม ปี 1980 ในวันที่ผมรับบัพติศมาที่คริสตจักรลูซากาแบ๊บติสต์ ผมตัดสินใจที่จะ “ชูธงทั้งหมดขึ้น” เพื่อพระเยซูคริสต์ ผมจำไม่ได้ว่าผมได้วลีนั้นมาจากไหน แต่สิ่งที่ผมหมายถึงนั่นคือวันเวลาแห่งความอะลุ้มอล่วยและความอับอายนั้นได้จบลงแล้ว ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ว่าผมเป็นคริสเตียนแล้ว และผมจะมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ในทุกๆ มุมด้านของชีวิต—ทั้งในมหาวิทยาลัยและที่บ้าน

 

โดยพระคุณของพระเจ้าผมได้รักษาคำพูดของผมผมแยกตัวออกจากคนที่ดึงผมเข้าไปสู่ความอะลุ้มอล่วยและเริ่มดำเนินชีวิตเหมือนคริสเตียนคนหนึ่งมากขึ้น พระเยซูทรงคุ้มค่า พระองค์ทรงสละชีวิตของพระองค์ (ด้วยการตายอันทุกข์ทรมานที่สุด) เพื่อช่วยผมให้รอดจากบาปและนรก ด้วยความรักและความซาบซึ้งที่มีต่อองค์พระผู้ช่วยให้รอด ผมจึงอยากมอบทุกสิ่งที่ผมมีให้กับพระองค์

 

เมื่อถึงตอนที่ผมสำเร็จการศึกษา ผมกำลังเป็นผู้นำของกลุ่มนักศึกษาที่ทำการประกาศข่าวประเสริฐในมหาวิทยาลัย อันที่จริง ผมได้กลายเป็นผู้นำนักศึกษาของขบวนการประกาศข่าวประเสริฐให้กับนักศึกษาทั่วประเทศระหว่างนั้น ผมเริ่มมีความปรารถนาที่จะทำงานพันธกิจ แม้กระทั่งอุทิศตัวให้กับพระเจ้าเป็นการส่วนตัว และทูลขอพระองค์ให้เปิดประตูให้ผมได้เข้าไปสู่งานอภิบาล

 

ในปีสุดท้ายของการเรียนมหาวิทยาลัยในปี 1983 ผมตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่งในคริสตจักรอย่างบ้าคลั่ง เมื่อความสัมพันธ์ของเราลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผมบอกหญิงสาวคนนี้ว่าผมตั้งใจอย่างจริงจังที่จะเป็นศิษยาภิบาล คำตอบของเธอไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหวังเอาไว้ ราวกับว่าผมได้ฉีดยาฆ่าหญ้าลงบนดอกไม้ผแห่งความรักของเรา ผมได้แต่ดูความสัมพันธ์ของเราเริ่มที่จะโร่งรวผและค่อยๆ ตายตามห้วงเวลา หญิงสาวคนนี้รักผม แต่เธอจินตนาการไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไรหากแต่งงานกับผู้รับใช้ความสัมพันธ์ของเราสูญเสียความสุข ความสวยงาม และความสดใส เราทั้งคู่เริ่มไม่มีความสุขและหดหู่กับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการทดลองที่ร้ายแรงสำหรับเรา ในที่สุดเราก็ยอมจำนนต่อสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และแยกทางกัน ผมจำได้ขณะวิงวอนกับพระเจ้าว่า “ทำไม? ทำไม? ทำไม?”

 

นั่นเป็นเรื่องที่ผมทะเลาะกับพระเจ้าเมื่อผมขึ้นรถโดยสารไปเมืองมูฟูลีราเพื่อเริ่มอาชีพเหมืองแร่ของผม ผมมีคำถามมากมาย คำถามที่สำคัญที่สุดคือ “ทำไมพระเจ้าจึงปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผม” ผมไม่ใช่หรือ ที่อุทิศตนอย่างเต็มที่เพราะเห็นแก่พระองค์ ผมอธิษฐานขอภรรยาที่จะจับมือผมในงานรับใช้แล้ว แต่พระเจ้าไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของผม และตอนนี้ผมกำลังพยายามเก็บเศษเสี้ยวของชีวิตหลังจากความสัมพันธ์ที่แตกหักไปอีกยาวนาน ผมหยุดถามพระเจ้าไม่ได้ว่า “ทำไม? ทำไม? ทำไม?”

 

ด้วยเหตุผลบางอย่าง (ซึ่งยังคงเป็นความล้ำลึกสำหรับผม) ผมตัดสินใจเริ่มอ่านหนังสือชื่อ The Sovereignty of God (อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า - ผู้แปล) เขียนโดย อาร์เธอร์ ดับเบิลยู. พิงค์ ระหว่างนั่งรถโดยสารในครั้งนั้น ขณะที่ผมกำลังอ่านหนังสือเล่มนั้น ผมมีประสบการณ์คล้ายๆ เหมือนกับโยบ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นว่าพระเจ้าทรงพระสง่าราศีรุ่งโรจน์เพียงใดในหน้าหนังสือของพระคัมภีร์ ความยิ่งใหญ่และพระบารมีของพระเจ้าถาโถมเข้าใส่ผมราวกับถูกฟาดเข้าที่ระหว่างดวงตา ผมเปลี่ยนจากเดิมที่ต้องการให้พระเจ้าชี้แจงถึงวิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อผม มาเป็นการตระหนักรู้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนว่า พระเจ้าทรงมีสิทธิ์อย่างแน่นอนที่จะทำกับโลกของพระองค์และกับชีวิตของผมตามที่พระองค์ทรงพอพระทัย ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะถามพระองค์เลย หากพระองค์ต้องการ พระองค์สามารถทำให้ผมกลายเป็นแมลง—เป็นเพียงมดที่ถูกขยี้หลังจากมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน 

 

เมื่อมองย้อนกลับไป หลังจากอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้วผมหวังว่าผมจะกล่าวได้เหมือน โยบ 42:3–6 ที่ว่า “ข้าพระองค์...กล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ สิ่งที่ประหลาดเกินกว่าข้าพระองค์จะทราบ พระองค์ตรัสว่า ‘ฟังซี เราจะพูด เราจะถามเจ้า ขอเจ้าตอบเรา’ ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ดวงตาข้าพระองค์เห็นพระองค์ ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเองและกลับใจอยู่ในผงคลีดินและขี้เถ้า”

 

เกือบสี่สิบปีนับตั้งแต่ประสบการณ์นั้นความจริงเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้ายังคงเป็นสิ่งหอมหวานและปลอบประโลมสำหรับผมในเวลานี้เช่นเดียวกับในตอนนั้นสิ่งที่ผมพยายามทำในหนังสือเล็กๆ เล่มนี้ คือแบ่งปันสิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องที่สำคัญที่สุดทั้งสิ้นเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า ผมอยากให้คุณรู้จักพระเจ้าของพระคัมภีร์ ผมต้องการให้คุณพบว่าอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าให้ชีวิตเช่นเดียวกับผม ผมอยากให้มันเป็นยาชูกำลังที่จริงใจสำหรับจิตวิญญาณของคุณ เหมือนที่ผมได้พบว่าพระลักษณะและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าเป็นยาปลอบประโลมใจและเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ในชีวิตคริสเตียนของผม

What's New

Sign up to receive updates about new books, conferences and products!

Thanks for submitting!

Opening Hours

Mon - Fri: 8am - 5pm

​​Saturday: 8am - 12pm

​Sunday: Closed

Contact Us

สถาบันพระคริสตธรรมเกรซ แบ๊บติสต์

บ้านเลขที่ 10 หมู่ 1

ต.ตลาดใหญ่ อ.ดอยสะเก็ด

จ.เชียงใหม่ 50220

gracebannasan@gmail.com

092-258-1033

© 2025 Grace Bannasan (เกรซบรรณสาร)

A project of the Grace Foundation (มูลนิธิเกรซ)

bottom of page