top of page

บทที่ 1: พระคัมภีร์สอนเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าไว้อย่างไร

ก่อนที่เราจะพิจารณาว่า การที่พระเจ้าทรงมีอำนาจอธิปไตยสูงสุดนั้นหมายความว่าอย่างไร ให้เราพิจารณาคำว่า อำนาจอธิปไตย หมายถึงอะไรกันก่อน การมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด คือการอยู่ในการควบคุมสถานการณ์ หรือสภาวการณ์ หรือเหตุการณ์ทั้งสิ้น คำนี้มักใช้เพื่ออ้างถึงบุคคลที่เป็นผู้ปกครองสูงสุดเหนือแผ่นดินอาณาเขต เช่น ประมุข จักรพรรดิ หรือกษัตริย์ อำนาจอธิปไตยเป็นการปฏิบัติใช้อำนาจ—อำนาจสูงสุด—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงการเมือง คำพ้องความหมายบางคำสำหรับอำนาจอธิปไตยเป็นคำเช่น “ความอิสระ” “เอกราช” “เสรีภาพ” “การตัดสินใจด้วยตนเอง” “การปกครองตนเอง” และ “ความสูงสุด”

ดังนั้น เมื่อเรานำคำว่าอำนาจอธิปไตยมาใช้กับพระเจ้า เรากำลังพูดถึงฤทธานุภาพสูงสุดทั้งสิ้นและไม่จำกัดของพระองค์—พลังอำนาจที่ไม่มีผู้ปกครองคนใดสามารถประมาณได้ ขอบเขตที่พระเจ้าทรงปฏิบัติใช้การควบคุมและสิทธิอำนาจที่ไร้ของเขตนี้คือ สิ่งทรงสร้างทั้งสิ้น พระองค์ทรงเป็นอำนาจอธิปไตยสูงสุดและอยู่ในการควบคุมจักรวาลทั้งสิ้น

นั่นเป็นคำอธิบายเรียบง่ายของผมเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า แต่เป็นเวลาหลายร้อยปีที่นักศาสนศาสตร์และศิษยาภิบาลจากหลายนิกายได้พูดชัดแจ้งและปกป้องความเป็นอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าเอาไว้คำจำกัดความที่สวยงามและเป็นประโยชน์ที่สุดประการหนึ่งมาจากคำสารภาพของหลักข้อเชื่อแบ๊บติสต์ที่เก่าแก่อันหนึ่งเรียกว่า Second London Baptist Confession of Faith of 1689 (คำสารภาพของหลักข้อเชื่อแบ๊บติสต์ลอนดอน ปี 1689 - ผู้แปล) ต่อไปนี้เป็นวิธีที่เอกสารดังกล่าวอธิบายอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าเอาไว้ มีหลายบรรทัดหน่อย แต่ขอให้ใส่ใจแต่ละถ้อยคำให้ดี

พระเจ้าทรงกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในตัวพระองค์เองจากชั่วนิรันดร์อย่างเสรีและไม่เปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งที่ผ่านมา โดยคำปรึกษาอันชาญฉลาดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระเจตจำนงของพระองค์เอง; ทว่าโดยเหตุนี้พระเจ้าจึงไม่ทรงเป็นผู้สร้างบาปหรือมีความสัมพันธ์กับใครในบาปนั้น; ความรุนแรงไม่ได้ถูกเสนอให้เป็นไปตามเจตจำนงของสิ่งมีชีวิต และเสรีภาพหรือความไม่แน่นอนของสาเหตุที่สองก็ไม่ได้ถูกพรากไป แต่เป็นที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ซึ่งปรากฏให้เห็นถึงพระปัญญาของพระองค์ในการกำจัดสิ่งสารพัดทั้งสิ้น และฤทธิ์เดชและความสัตย์ซื่อในการบรรลุพระราชกฤษฎีกาของพระองค

 

พระเจ้าพระผู้สร้างทุกสิ่งที่ดีด้วยพลังอำนาจและสติปัญญาอันไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ทรงสนับสนุน ชี้นำ กำจัด และปกครองสิ่งมีชีวิตทั้งสิ้นและสรรพสิ่งทั้งปวง ตั้งแต่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดจนถึงผู้เล็กน้อยที่สุด ด้วยความรอบคอบอันชาญฉลาดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระองค์ ไปจนถึงจุดสิ้นสุดที่พวกเขาถูกสร้างขึ้นตามการทรงรู้ล่วงหน้าอันไม่มีข้อผิดพลาดของพระองค์ และคำปรึกษาเสรีและไม่เปลี่ยนแปลงตามพระเจตนารมณ์ของพระองค์เอง เพื่อเป็นการสรรเสริญพระสิริแห่งพระปัญญา ฤทธานุภาพ ความยุติธรรม ความดีอันไม่มีขอบเขต และความเมตตาของพระองค์1

ข้อความในบรรทัดเหล่านี้อาจให้ความรู้สึกหนาแน่นทางศาสนศาสตร์ แต่ถ้อยคำเหล่านี้เป็นบทสรุปที่กระชับว่า
พระคัมภีร์บรรยายถึงการปกครองของพระเจ้าเหนือสิ่งทรงสร้างอย่างไร กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ได้ไตร่ตรองถึงอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าอย่างมีคารมคมคายในดาเนียล 4 ในบทนั้น พระเจ้าทรงทำให้เนบูคัดเนสซาร์ถ่อมใจ โดยการทำให้เขาเสียสติและประพฤติตนราวกับสัตว์ร้ายอย่างเหนือธรรมชาติในช่วงเวลาที่เขาอาจเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ได้สติกลับคืนมา พระองค์ทรงเขียนว่า:

เมื่อสิ้นสุดวาระนั้นแล้ว ตัวเราเนบูคัดเนสซาร์ก็แหงนหน้าดูฟ้าสวรรค์ และจิตใจของเราก็กลับคืนเป็นปกติ และเราก็ร้องสาธุการแด่พระผู้สูงสุดนั้นและสรรเสริญถวายพระเกียรติแด่พระองค์ผู้ดำรงอยู่เป็นนิตย์เพราะการปกครองของพระองค์เป็นการปกครองนิรันดร์และราชอาณาจักรของพระองค์ดำรงอยู่ทุกชั่วอายุ สำหรับพระองค์ ชาวพิภพทั้งสิ้นนับว่าไร้ค่า พระองค์ทรงทำตามชอบพระทัยท่ามกลางกองทัพแห่งสวรรค์และท่ามกลางชาวพิภพด้วย ไม่มีผู้ใดยับยั้งพระหัตถ์ของพระองค์ได้หรือทูลถามพระองค์ได้ว่า “ทำไมจึงทรงทำเช่นนี้?” (ดาเนียล 4:34-35)

ในทำนองเดียวกัน เมื่อผู้เขียนพระธรรมสดุดีอธิบายว่าเหตุใดผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงควรนมัสการพระองค์ เขาเขียนว่า “เพราะข้าพเจ้าเองทราบว่าพระยาห์เวห์ทรงยิ่งใหญ่และองค์เจ้านายของเราทรงยิ่งใหญ่กว่าพระทั้งสิ้น พระยาห์เวห์พอพระทัยสิ่งใด พระองค์ก็ทรงทำสิ่งนั้น ในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ในทะเลและที่น้ำลึกทั้งสิ้น” (สดุดี 135:5–6)

พระเจ้าทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุด พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย และทรงเป็นเจ้านายเหนือเจ้านายทั้งหลาย พระองค์ทรงทำตามพระเจตนารมณ์ของพระองค์เสมอ ไม่มีใครสามารถหยุดมือหรือขัดขวางการกระทำของพระองค์ได้ อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระองค์แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมของระบบระเบียบที่ถูกสร้างขึ้น ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือการปกครองอันทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระองค์

ขอให้พิจารณาหกวิธีที่พระคัมภีร์กล่าวถึงขอบเขตของอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า 

1. แผนการนิรันดร์ของพระเจ้า
ก่อนที่คุณจะเริ่มก่อสร้างสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสวนดอกไม้ ชั้นวางหนังสือ หรือตึกระฟ้า คุณต้องมีแผน พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับการทรงสร้างของพระองค์ ทรงวางแผนเอาไว้ในอดีตนิรันดร์กาลแล้ว นานก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างจักรวาล ปฐมกาล 1:1 เริ่มต้นด้วยประโยคว่า “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้า [สวรรค์] และแผ่นดินโลก” กระนั้น ทว่าตลอดชั่วนิรันดร์ที่อยู่ก่อนหน้าถ้อยคำเหล่านั้น พระเจ้าทรงวางแผนว่าพระองค์จะสร้างอะไร จะทรงค้ำจุนสิ่งทรงสร้างนั้นอย่างไร และทรงวางแผนเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นบนเวทีโลกนี้

เมื่อโยบเริ่มตั้งคำถามถึงพระสติปัญญาของพระเจ้า พระเจ้าทรงถามโยบว่าเขาอยู่ที่ไหนเมื่อพระองค์ทรงวางแผนว่า สิ่งทรงสร้างและประวัติศาสตร์จะเผยออกมาอย่างไร:

“นี่ผู้ใดหนอที่ให้คำปรึกษามืดมนไปด้วยถ้อยคำอันปราศจากความรู้? จงคาดเอวอย่างลูกผู้ชายเราจะถามเจ้า ขอเจ้าตอบเรา”

“เจ้าอยู่ที่ไหน เมื่อเราวางรากฐานของแผ่นดินโลก? บอกมาเลย ถ้าเจ้ามีความเข้าใจ” (โยบ 38:2-4)

ขณะที่พระเจ้าวางแผนการสร้างโลก พระองค์ทรงดำรงอยู่เพียงผู้เดียว—พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีใครให้คำแนะนำพระองค์ ไม่มีใครมีส่วนสนับสนุนแผนการของพระองค์หรือให้คำปรึกษาแก่พระองค์ พระองค์ทรงเป็นอิสระเสรีอย่างเต็มที่และทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดในการตัดสินใจเกี่ยวกับจักรวาลที่พระองค์จะทรงสร้าง

2. การงานแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า

ในฐานะมนุษย์ เราต้องพึ่งพาผู้อื่นและวัสดุที่มีอยู่แล้วเมื่อเราดำเนินโครงการใดๆ อันที่จริง บางครั้งเราพบว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนการของเรา เพราะคนที่เราคิดว่าอาจช่วยเราได้ไม่ว่าง หรือเครื่องมือบางอย่างที่เราตั้งใจจะใช้ไม่มีให้บริการส่วนในครั้งอื่นๆ สภาพอากาศก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงานของเราอีก ดังนั้นเราจึงเลื่อนแผนงานของเราออกไป แม้แต่การจัดปิกนิกเรายังพยายามทำให้มันออกมาดี อย่าไปพูดถึงการสร้างตึกระฟ้าเลย

แต่พระเจ้าไม่เคยหงุดหงิดหรือต้องการความช่วยเหลือ เมื่อพระเจ้าสร้างจักรวาล พระองค์เพียงแค่พูดและทุกสิ่งก็เป็นไปตามที่พระองค์ปรารถนา

พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” ความสว่างก็เกิดขึ้น. . . . พระเจ้าตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน”. . . . ก็เป็นดังนั้น. . . พระเจ้าตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น” ก็เป็นดังนั้น. . . . พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ผลที่ออกผลตามชนิดของมัน และมีเมล็ดในผลบนแผ่นดิน” และก็เป็นดังนั้น (ปฐมกาล1:3, 6-7, 9,11)

ช่างเป็นการสำแดงอำนาจอธิปไตยสูงสุดที่มหัศจรรย์! พระเจ้าไม่ต้องการสิ่งใดเลยเพื่อสร้างจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้

3. การควบคุมของพระเจ้าเหนือประวัติศาสตร์

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลก ไม่ใช่ว่าพระองค์เพียงแค่เหนี่ยวไกปืนแล้วปล่อยลูกกระสุนซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของพระองค์โดยสิ้นเชิงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แทนที่จะเป็นอย่างนั้น พระคัมภีร์สอนว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกรายละเอียดของประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงค้ำจุนทุกสิ่งที่มีอยู่และทรงบัญชาการเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่างๆ ของมนุษย์

นี่อยู่ตรงไหนของพระคัมภีร์น่ะหรือ? ฮีบรู 1:3 สอนเราว่าพระเจ้าทรงค้ำจุนสิ่งทรงสร้างของพระองค์: พระเยซูคริสต์ “ทรงเป็นแสงสว่างแห่งพระสิริของพระเจ้า ทรงมีแก่นแท้เดียวกับพระเจ้า ทรงค้ำจุนสิ่งทั้งปวงไว้ด้วยพระวจนะอันทรงฤทธานุภาพของพระองค์”

พระเจ้าไม่เพียงแต่ค้ำจุนจักรวาลเอาไว้เท่านั้น พระองค์ยังทรงมีส่วนร่วมที่เราไม่อาจเข้าใจได้ในการเรียงลำดับทุกเหตุการณ์ของสิ่งมีชีวิตของพระองค์ลงไปจนถึงรายละเอียดเล็กน้อยที่สุด ครั้งต่อไปเมื่อคุณเล่นเกมกระดาน ขอให้พิจารณาว่า ตามพระคัมภีร์แล้ว การทอยลูกเต๋าทุกลูกได้รับการวางแผนและมุ่งหมายโดยพระเจ้า: “ฉลากนั้นถูกทอดลงที่ตักแต่ผลที่ออกทุกอย่างมาจากพระยาห์เวห์” (สุภาษิต 16:33)

อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าที่อยู่เหนือประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนามธรรมในพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ยังเป็นแนวคิดที่เป็นรากฐานความมั่นใจของผู้เชื่อในความไม่แน่นอนของชีวิตนี้ ยกตัวอย่างเช่น พระเยซูทรงชี้ให้ผู้เชื่อได้เห็นถึงอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าเหนือประวัติศาสตร์เพื่อช่วยให้พวกเขาเลิกกังวลเกี่ยวกับอนาคต: “นกกระจาบสองตัวเขาขายหนึ่งอาส์ซาริอันไม่ใช่หรือ? แต่ถ้าพระบิดาของท่านไม่โปรด นกเหล่านั้นจะไม่ตกลงถึงดินแม้แต่ตัวเดียว ถึงผมของท่านทั้งหลาย ก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น” (มัทธิว 10:29–30) ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นในจักรวาลนี้ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมอันอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า

ชาร์ลส์ สเปอร์เจียน นักเทศน์แบ๊บติสต์ผู้โด่งดังในศตวรรษที่ 19 ได้สรุปอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าเหนือประวัติศาสตร์อย่างงดงามไว้ว่า:

“ข้าพเจ้าเชื่อ . . .ว่าทุกอนุภาคฝุ่นที่เต้นระบำในแสงตะวันนั้นจะไม่ขยับอะตอมมากหรือน้อยไปกว่าที่พระเจ้าทรงประสงค์—ว่าละอองทุกอนุภาคที่พุ่งชนเรือกลไฟนั้นมีวงโคจรเช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ในสวรรค์—ว่าแกลบจากมือของผู้ฝัดนั้นถูกนำทางเหมือนดวงดาวไปตามวิถีของพวกมัน การคืบคลานของ [ตัวหนอน] เหนือดอกกุหลาบตูมนั้นคงที่พอๆ กับการระบาดของโรค—การร่วงหล่นของใบไม้จากต้นไม้นั้นถูกกำหนดอย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับการพังทลายของหิมะถล่ม2

4. แผนการแห่งความรอดของพระเจ้า

อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้านั้นรวมไปถึงแผนการแห่งความรอดของพระองค์ด้วย พระคัมภีร์สอนว่าในอดีตนิรันดร์กาลที่ผ่านมา พระเจ้าทรงตั้งพระทัยไว้ว่าพระองค์จะช่วยใครให้รอดและจะช่วยพวกเขาอย่างไร ยิ่งกว่านั้น พระเจ้าทรงถักทอแผนการหนึ่งร่วมกันสำหรับการเผยแพร่ข่าวประเสริฐผ่านทางความพยายามของมิชชันนารีของคริสตจักร เพื่อว่าในที่สุดแล้วประวัติศาสตร์โลกจะเป็นเกี่ยวกับการทำให้พระสิริของพระองค์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ตามที่กล่าวไว้ในเอเฟซัส 1 พระเจ้าทรงมีพระประสงค์สำหรับการกระทำทั้งหมดเหล่านี้แล้วก่อนปฐมกาล 1:1:

สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ประทานพรฝ่ายจิตวิญญาณทุกอย่างแก่เราในสวรรคสถานโดยพระคริสต์ ดังเช่น ในพระคริสต์ พระเจ้าทรงเลือกเราตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก เพื่อให้เราบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์  พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้าด้วยความรัก ให้เป็นบุตรของพระองค์โดยทางพระเยซูคริสต์ ตามความชอบพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์ เพื่อเป็นที่ยกย่องพระคุณอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ที่ทรงให้แก่เราเปล่าๆ ในพระเยซู ที่พระองค์ทรงรัก(เอเฟซัส 1:3–6)

คุณจับประเด็นได้ไหม? พระเจ้าทรงเลือกผู้ที่พระองค์จะทรงช่วยให้รอดก่อนการทรงสร้างแล้ว หรือพิจารณา2 ทิโมธี 1:8–9:

เพราะฉะนั้นอย่าอับอายที่เป็นพยานขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา หรือของตัวข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษเพราะรับใช้พระองค์ แต่จงมีส่วนร่วมกับข้าพเจ้าในความทุกข์ยากเพื่อข่าวประเสริฐ โดยอาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเราด้วยการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่ตามการกระทำของเรา แต่ตามพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง คือพระคุณที่ประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ก่อนเริ่มต้นของกาลเวลา (ทิโมธี 1:8-9)

พระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วสำหรับคนเหล่านั้นที่พระองค์ทรงเลือกเพื่อความรอดก่อนที่โลกจะเริ่มต้น พระเจ้าทรงมีอิสระอย่างเต็มที่ที่จะทำเช่นนั้น พระองค์ทำตามที่พระองค์พอพระทัย

5. งานแห่งความรอดของพระเจ้า

อำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าไม่เพียงแต่เห็นได้จากการวางแผนทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความรอดของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่พระองค์ทรงดำเนินการตามแผนเหล่านั้นด้วย ในแง่หนึ่ง การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นการบิดเบือนความยุติธรรมอย่างร้ายแรง แต่ในอีกแง่หนึ่ง พระเจ้าเป็นผู้ทรงสละพระบุตรของพระองค์เองเพื่อเราอย่างเต็มใจ อัครทูตและคริสตจักรในยุคแรกไม่เพียงแต่ยืนยันความจริงนี้ว่าเป็นเพียงหลักคำสอนที่เป็นนามธรรมเท่านั้น ความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุด แม้กระทั่งเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ก็ได้เติมความหวังให้กับพวกเขาท่ามกลางความทุกข์ทรมานและยังเป็นเนื้อหาคำอธิษฐานของพวกเขาด้วย ในกิจการ 4 หลังจากที่ถูกคุกคามและข่มเหงโดยผู้มีอำนาจชาวยิวแล้ว คริสเตียนในยุคแรกยังคงไว้ซึ่งความหวังในพระเจ้าโดยการสรรเสริญพระองค์สำหรับอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระองค์:

เมื่อได้รับการปล่อยตัวแล้วท่านทั้งสองจึงไปหาพวกพ้อง เล่าเรื่องทั้งหมดที่พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่พูดกับพวกท่าน เมื่อเขาทั้งหลายฟังแล้วก็ร่วมใจกันเปล่งเสียงทูลพระเจ้าว่า “ข้าแต่องค์เจ้านาย พระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ทะเลและสรรพสิ่งที่มีอยู่ในที่เหล่านั้น พระองค์ตรัสไว้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยปากของดาวิดบรรพบุรุษของเรา ผู้รับใช้ของพระองค์ ว่า ‘ทำไมคนต่างชาติจึงหยิ่งยโส และชนชาติทั้งหลายปองร้ายกันแต่ไม่เป็นผล บรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกตั้งตัวขึ้น และนักปกครองชุมนุมกัน ต่อสู้พระเจ้าและผู้รับการเจิมตั้ง ของพระองค์’ ความจริงในเมืองนี้ ทั้งเฮโรด และปอนทิอัสปีลาตกับพวกต่างชาติและชนชาติอิสราเอล ร่วมชุมนุมกันต่อสู้พระเยซูผู้รับใช้บริสุทธิ์ของพระองค์ซึ่งทรงเจิมไว้แล้ว พวกเขาทำสิ่งสารพัดตามที่พระหัตถ์และพระดำริของพระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า บัดนี้พระองค์เจ้าข้า ขอทอดพระเนตรการข่มขู่ของพวกเขาและทรงให้บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์กล่าวถ้อยคำ


ของพระองค์ด้วยใจกล้า (กิจการ 4:23-29)

การถูกตรึงกางเขนของพระคริสต์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญในประวัติศาสตร์เลย พระเจ้าไม่ได้ทำให้สถานการณ์เลวร้ายกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุด การถูกตรึงบนไม้กางเขนของพระเยซูนั้นเป็นไปตามเจตจำนงของพระเจ้า นั่นเป็นสาเหตุที่พระเยซอธิษฐานในสวนเกทเสมนีว่า “แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (มัทธิว 26:39) หรือดังที่อิสยาห์เขียนเกี่ยวกับการ


สิ้นพระชนม์ของพระเมสสิยาห์ว่า “ถึงกระนั้นก็เป็นพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะบดขยี้และทำให้เขาทุกข์ทรมาน” (อสย. 53:10 ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย) การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นการกระทำที่มีจุดประสงค์ อิสระ และเป็นอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า

พระคัมภีร์ยังสอนเพิ่มเติมอีกว่า การกลับใจเชื่อของเราเป็นการกระทำของพระเจ้าเช่นกัน ขอให้พิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้

และเรารู้ว่าในทุกๆ สิ่งพระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์ คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ เพราะบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว พระองค์ก็ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้วให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องมากมายและบรรดาผู้ที่ทรงกำหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ก็ทรงเรียกด้วย บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเรียก พระองค์ก็ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมด้วย บรรดาผู้ที่ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงให้รับพระเกียรติสิริด้วย (โรม 8:28-30 ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย)

โซ่แห่งความรอดทั้งหมดถูกถักทอเข้าด้วยกันและดำเนินการโดยความพอพระทัยอันดีของอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า พระเจ้าทรงเลือกประชากรของพระองค์แล้วเพื่อความรอด พระองค์ทรงรักษาความรอดนั้นด้วยการบดขยี้พระบุตรของพระองค์แทนพวกเขา พระองค์ทรงนำคุณประโยชน์ของพระราชกิจของพระคริสต์ไปใช้กับพวกเขาอย่างไม่มีข้อผิดพลาดโดยการเปลี่ยนใจพวกเขาให้กลับใจเชื่อ และทรงทำกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ในตัวพวกเขา พระองค์ทรงเป็นผู้ที่จะปกป้องรักษาประชากรของพระองค์ไว้จนถึงวันแห่งการรับพระสิริในที่สุด

พระเจ้าทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดเหนือความรอดตั้งแต่ต้นจนจบ

6. การพิพากษาครั้งสุดท้ายของพระเจ้า
จักรพรรดิหรือกษัตริย์จะแสดงให้เห็นถึงอำนาจสูงสุดของเขาเมื่อเขาลงโทษศัตรูหรือผู้ที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายของเขา ตามพระคัมภีร์แล้ว ประวัติศาสตร์กำลังเคลื่อนไปสู่จุดสิ้นสุดเมื่อพระเจ้าจะทรงรวบรวมมนุษยชาติทั้งหมดไว้ต่อหน้าพระบัลลังก์ของพระองค์ และให้การพิพากษาเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยสูงสุดของทุกสรรพสิ่ง พระองค์จะประทานบำเหน็จแก่บรรดาผู้สัตย์ซื่อของพระองค์ และจะลงโทษบรรดาผู้ที่ไม่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ ไม่มีใครสามารถหนีพ้นวันพิพากษาอันยิ่งใหญ่นั้นได้ อัครทูตยอห์นบรรยายถึงวันอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามนี้ไว้ว่า

แล้วข้าพเจ้าเห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาวและเห็นพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น แผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์ก็หายไปจากพระพักตร์ของพระองค์ และไม่มีใครพบเห็นที่อยู่ของพวกมันอีกเลย ข้าพเจ้ายังเห็นบรรดาคนตาย ทั้งคนใหญ่โตและคนเล็กน้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น แล้วหนังสือต่างๆ ก็ถูกเปิดออก และหนังสืออีกเล่มหนึ่งก็ถูกเปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต คนตายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของเขาทั้งหลายที่เขียนไว้ในหนังสือเหล่านั้น(วิวรณ์ 20:11-12)

 

พระเจ้าได้ใส่ชื่อของผู้ที่พระองค์จะทรงรับในสวรรค์ไว้ในหนังสือแห่งชีวิต เพราะว่าบาปของพวกเขาได้รับการชดใช้โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์แล้ว คนอื่นๆ จะถูกโยนลงไป “ในบึงที่ไฟและกำมะถันกำลังลุกไหม้อยู่ ซึ่งเป็นความตายครั้งที่สอง” (วิวรณ์ 21:8) หากใครเคยสงสัยว่าพระเจ้าทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดจริงไหม วันนั้นจะขจัดข้อสงสัยทั้งหมดเมื่อเห็นพระองค์ประทับบนบัลลังก์วงกลมสีรุ้งล้อมรอบด้วยทูตสวรรค์นับพัน ประทานบำเหน็จอันควรแก่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงของพระองค์

What's New

ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับหนังสือใหม่, การประชุม, และสินค้าอื่นๆ!

ขอบคุณ

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์:  8:30 - 17:00

​​วันเสาร์ : 8:30 - 12:00

​วันอาทิตย์: ปิด

ติดต่อเรา

พระคริสตธรรมเกรซ

บ้านเลขที่ 10 หมู่ 1

ต.ตลาดใหญ่ อ.ดอยสะเก็ด 

จ.เชียงใหม่ 50220

gracebannasan@gmail.com

092-258-1033

© 2025 Grace Bannasan (เกรซบรรณสาร)

A project of the Grace Foundation (มูลนิธิเกรซ)

bottom of page