top of page

5 วิธีผลาญเวลาในพระคริสตธรรมให้สูญเปล่า

โดยเจคอบ ทรอตเตอร์


องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอวยพรผมให้มีโอกาสเข้าเรียนในสถาบันพระคริสตธรรมถึงสองครั้ง ระหว่างเรียนนั้น ผมได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดไปไม่น้อย และยังได้เห็นความผิดพลาดของคนอื่น ๆ ด้วย ผมจึงตัดสินใจนำความผิดพลาดที่พบบ่อยเหล่านั้นมาเขียนไว้ที่นี่ โดยหวังว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องเตือนใจนักศึกษาสถาบันพระคริสตธรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต


1. จงตั้งความปรารถนาให้ผิดเพี้ยน

 "ถ้าผู้ใดมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ปกครองในคริสตจักร ผู้นั้นก็ปรารถนางานอันมีเกียรติ" (1 ทิโมธี 3:1)


ความปรารถนาเป็นสิ่งที่ดี หากมุ่งไปสู่สิ่งที่ถูกต้อง แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยศิษยาภิบาลคนดังและงานประชุมที่จัดราวกับคอนเสิร์ต ย่อมเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมคำนิยามของ “ผู้ปกครอง” อาจถูกบิดเบือนไป และหนึ่งในวิธีที่จะทำให้การเรียนสถาบันพระคริสตธรรมกลายเป็นการเสียเวลาเปล่าโดยสิ้นเชิง ก็คือการมีความปรารถนาที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ 

คาร์ล ทรูแมน ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมากล่าวถึง สมัยที่เขายังเป็นอาจารย์ในสถาบันพระคริสตธรรมว่า…


“หากผมถามนักศึกษาว่า ‘พวกคุณอยากเป็นเหมือนใคร?’ ภาพการรับใช้ที่พวกเขาใฝ่ฝันถึงนั้น นับวันยิ่งห่างไกลจากความเป็นจริงที่พวกเขาจะต้องเจอมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ที่จบไป จะลงเอยด้วยการเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรที่มีลักษณะเหมือนกับที่ผมรับใช้อยู่ คือคริสตจักรที่มีสมาชิกมานมัสการในเช้าวันอาทิตย์ราว 100 คน และในอีกสิบปีข้างหน้า เราอาจจะโตขึ้นเป็นสัก 200 คน หากพระเจ้าทรงโปรด... แต่ความเป็นจริง นักศึกษาส่วนใหญ่ของผมจะต้องออกไปเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก” 


หากใครเข้าเรียนสถาบันพระคริสตธรรมด้วยความหลงผิดคิดว่าตนจะมีการรับใช้เหมือนอย่างจอห์น ไพเพอร์ หรือจอห์น แมคอาร์เธอร์ พวกเขาก็จะต้องผิดหวังอย่างยิ่ง ทรูแมนกล่าวต่อว่า…


"ผมมองว่ารูปแบบความปรารถนาที่ว่านี้ มันเชื่อมโยงกับการแทรกซึมเข้ามาของเกณฑ์วัดความสำเร็จแบบชาวโลก ซึ่งสวนทางกับเกณฑ์ของความเชื่อ ใน 1 ทิโมธี เมื่อเปาโลกำลังปล้ำสู้กับความจริงที่ว่าตัวท่านใกล้จะจากไป และยุคของเหล่าอัครทูตก็กำลังจะผ่านพ้น ท่านจึงเขียนถึงทิโมธี ท่านไม่ได้บอกทิโมธีว่า ‘วิธีที่จะพิทักษ์รักษาคำสอนและความประพฤติแบบคริสเตียนไว้ให้คนรุ่นหลัง คือเจ้าต้องไปเฟ้นหาชายที่มีเสน่ห์แพรวพราวสักสิบสองคนมาสานงานต่อ’ แต่สิ่งที่ท่านสั่งคือ ‘จงหา คนธรรมดา ๆ สักกลุ่มหนึ่งที่คนในคริสตจักรนับถือ และคนในชุมชนเคารพ หากพวกเขาแต่งงานแล้ว ก็ควรเป็นคนที่ดูแลครอบครัวได้ดี และควรจะสอนคนอื่นได้’"


ผู้ชายหลายคนจะจบจากสถาบันพระคริสตธรรม ไปเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรเล็ก ๆ และ (บ่อยครั้งทีเดียว) ต้องทำงานที่สองไปด้วย แต่การรับใช้ที่ต้องทำงานอื่นควบคู่ไป หรือจำนวนสมาชิกที่น้อยนิดนั้น ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว... เว้นเสียแต่ว่า คุณจะมีความปรารถนาที่ผิด"


2. จงคิดถือตัวให้สูงเกินกว่าที่ควร

มีนักศึกษาจำนวนมากจนน่าตกใจ ที่เข้าเรียนในสถาบันพระคริสตธรรมพร้อมกับภาพเพ้อฝัน ที่ว่าตนเองสามารถสอนในหลายวิชาที่กำลังนั่งเรียนอยู่ได้ จริงอยู่ว่าเรื่องนี้อาจเคยเกิดขึ้นบ้างในคนรุ่นก่อน แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันถูกเร่งให้ทวีความรุนแรงขึ้นจากการผงาดขึ้นมาของ ลัทธิปัจเจกนิยมที่เน้นการแสดงออก (Expressive Individualism) —ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่า เราต้องแสดงตัวตนของเราออกมาอย่างไม่มีข้อจำกัด และเรามีสิทธิชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น


ยูวาล เลวิน ได้อธิบายถึงผลกระทบของ ลัทธิปัจเจกนิยมที่เน้นการแสดงออก ที่มีต่อสถาบันต่าง ๆ เช่น สถาบันพระคริสตธรรม ไว้ว่า


“กล่าวอย่างกว้าง ๆ ก็คือ เราได้เปลี่ยนจากการมองสถาบันว่าเป็นเหมือน แม่พิมพ์ ที่คอยหล่อหลอมบุคลิกภาพและอุปนิสัยของผู้คน ไปสู่การมองว่าสถาบันเป็น เวที ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เป็นตัวของตัวเอง และได้แสดงตัวตนต่อโลกกว้าง”


สถาบันพระคริสตธรรมคือสถานที่สำหรับการหล่อหลอม ไม่ใช่สถานที่สำหรับการแสดง และการหล่อหลอมนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการนิ่งเงียบและการยอมรับการแก้ไข ลองพิจารณาสุภาษิตเหล่านี้


  • "จงฟังคำสั่งสอน และจงมีปัญญา และอย่าเพิกเฉยเสีย" (สุภาษิต 8:33)

  • "ทางของคนโง่นั้นถูกต้องในสายตาของเขาเอง แต่คนมีปัญญาย่อมฟังคำแนะนำ" (สุภาษิต 12:15)

  • "ความยากจนและความอัปยศมาถึงคนที่เพิกเฉยต่อคำสั่งสอน แต่คนที่สนใจคำตักเตือนจะได้รับเกียรติ" (สุภาษิต 13:18)

  • "คนที่เพิกเฉยต่อคำสั่งสอนก็ดูหมิ่นตนเอง แต่คนที่สนใจคำตักเตือนก็ได้ความเข้าใจ" (สุภาษิต 15:32)

  • "จงฟังคำแนะนำและรับคำสั่งสอน เพื่อเจ้าจะได้ปัญญาในภายหลัง" (สุภาษิต 19:20)


พระคัมภีร์ระบุชัดเจนว่า หากคุณต้องการเป็นคนโง่ ก็จงพูดสิ่งที่คิดโดยไม่ระวังปาก และเพิกเฉยต่อคำตักเตือนแก้ไข ดังนั้น หากคุณต้องการเสียเวลาในสถาบันพระคริสตธรรม ก็จงคิดถือตัวและสำคัญในความสามารถของตนเกินกว่าที่ควร


3. จงเพิกเฉยต่อคริสตจักรท้องถิ่น 

สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ ชีวิตในสถาบันพระคริสตธรรมมาพร้อมการบ้านและการทำงานอย่างน้อยหนึ่งอย่าง สำหรับอีกหลายคน ยังรวมถึงหน้าที่ของการเป็นสามีและพ่อด้วย เบ้าหลอมแห่งความรับผิดชอบนี้มีผลในการชำระล้าง อะไรที่ตัดได้ก็ต้องตัดออกไป เวลาว่างกลายเป็นอดีต และการบ้านเป็นงานอดิเรกเดียวของคุณ


เพราะเหตุนี้ จึงเกิดการล่อลวงให้อยากเลือกแบกรับความรับผิดชอบในคริสตจักรน้อยลง การละเลยไม่เข้าร่วมประชุมของคริสตจักรในวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว (ฮีบรู 10:23–25) แต่บางทีคุณอาจพยายามเลี่ยงไม่รับใช้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หรืออาจคิดว่าพอจะปล่อยตัวเองให้ลอยไปเรื่อยๆ ในคริสตจักรก็ได้


ความคิดเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสถาบันพระคริสตธรรม ไม่ว่าคุณตั้งใจจะก้าวสู่การรับใช้หรือการศึกษาด้านวิชาการ ความรักต่อคริสตจักรคือเงื่อนไขที่ต้องมีก่อน ขอให้ระลึกถึงท่าทีของอาจารย์เปาโลที่มีต่อคริสตจักรในเมืองเธสะโลนิกาไว้ว่า “แต่เราอยู่ในหมู่พวกท่านด้วยความสุภาพอ่อนโยน เหมือนมารดาที่เลี้ยงดูลูกของตน เมื่อเรารักท่านอย่างนี้แล้ว เราก็มีใจพร้อมที่จะเผื่อแผ่เจือจาน ไม่ใช่แต่เพียงข่าวประเสริฐของพระเจ้าเท่านั้น แต่อุทิศตัวเราให้แก่ท่านด้วย เพราะท่านทั้งหลายเป็นที่รักยิ่งของเรา” (1 เธสะโลนิกา 2:7–8)


แทนที่จะพักความรักนี้ไว้สักสามถึงสี่ปี สถาบันพระคริสตธรรมคือเวลาสำหรับการบ่มเพาะความรักนี้ และจะมีสถานที่ใดเหมาะสมยิ่งไปกว่าคริสตจักรเอง ในการเตรียมตัวสำหรับพันธกิจ


4. จงเลือกทางที่ง่ายกว่า


สถาบันพระคริสตธรรมถูกออกแบบมาให้เป็นสถานที่ที่ยาก และความยากนี้เองที่บีบให้นักศึกษาศาสนศาสตร์บางคนเลือกเดินในเส้นทางที่มีแรงต้านน้อยที่สุด ไม่มีวิชาภาษากรีก ภาษาฮีบรู หรือวิชาศาสนศาสตร์ใดที่ง่าย หากแต่บางทีคุณอาจคิดว่าวิชาหนึ่งน่าจะง่ายกว่าวิชาอื่น ๆ และด้วยเหตุนี้เอง คุณจึงเลือกวิชานั้นไม่ใช่ด้วยเหตุผลอื่นใด นอกจากเพื่อความสบายส่วนตัว


นี่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เปาโลสั่งทิโมธีใน 2 ทิโมธี 2:15  “จงพยายามอย่างสุดกำลังที่จะให้ตัวท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรับรอง เป็นคนงานที่ไม่ต้องอับอาย และใช้ถ้อยคำแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” บางฉบับแปลสำนวน "จงพยายามอย่างสุดกำลัง" เป็น "จงอุตส่าห์ถวายตัวท่าน" (มาตรฐาน 2011) และ "จงอุตส่าห์สำแดงตน" (1971) หากเราจะเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ เราต้องเป็นคนงานที่ขยันทุ่มเทสุดกำลัง

แมทธิว เฮนรี แสดงความเห็นอย่างไม่อ้อมค้อมต่อ 2 ทิโมธี 2:15 ว่า


“ผู้รับใช้จำเป็นต้องเป็นคนงาน พวกเขามีงานต้องทำ และต้องทุ่มเทความพยายามในงานนั้น คนงานที่ขาดทักษะ ไม่ซื่อสัตย์ หรือเกียจคร้าน ย่อมเป็นผู้ที่ควรละอาย แต่ผู้ที่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ของตนและยึดมั่นอยู่กับงานของตน เป็นคนงานที่ไม่จำเป็นต้องละอาย”


เมื่อคุณเลือกเดินในเส้นทางที่มีแรงต้านน้อยที่สุด คุณย่อมลดทอนทั้งศักยภาพของตนเองและประโยชน์ที่จะมีต่อผู้คนซึ่งคุณจะรับใช้ในอนาคต และในที่สุด คุณจะกลายเป็นคนงานประเภทที่ควรละอาย


5. จงรีบเร่ง

ในโลกที่มีข่าวตลอด 24 ชั่วโมง การใช้เวลาสามหรือสี่ปีในหลักสูตรศาสนศาสตร์ (Master of Divinity) อาจดูยาวนานจนแทบเกินทน ความขัดแย้งทางศาสนศาสตร์ย่อมผุดขึ้น หนังสือโต้แย้งจะทยอยออกมา และวิกฤติทางการเมืองก็จะอุบัติขึ้น ทว่าหน้าที่ของนักศึกษาสถาบันพระคริสตธรรมคือการจับคันไถของตนไว้ และเตรียมพร้อมสำหรับพันธกิจ


ซินแคลร์ เฟอร์กูสันอธิบายว่า “โลกของเราเป็นโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มุ่งเน้นภาพลักษณ์ ครอบงำด้วยสื่อ และคุ้นชินกับการตอบสนองในทันที โลกนี้ไม่ส่งเสริมวินัยแห่งการหล่อหลอมที่ต้องอาศัยเวลาจนก่อให้เกิดอุปนิสัย” หากคุณต้องการประสบความสำเร็จในฐานะนักศึกษา คุณต้องยอมรับธรรมชาติของการหล่อหลอมที่ต้องค่อยเป็นค่อยไปของสถาบันพระคริสตธรรม


พระคัมภีร์ยังเตือนถึงความรีบเร่งด้วย สุภาษิต 19:2 กล่าวว่า “ถ้าคนไม่มีความรู้ก็ไม่ดี และคนที่เร่งเท้าก็มักผิดพลาด” (เทียบ สุภาษิต 21:5) ไม่มีทางที่จะเร่งรีบแล่นสู่ความรู้โดยไม่ผิดพลาดออกนอกลู่นอกทาง และไม่มีหนทางใดที่จะเร่งรีบผ่านสถาบันพระคริสตธรรมไปได้ โดยไม่ลดทอนคุณค่าของประสบการณ์นั้นลง


ตามคำกล่าวที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม”


ดังนั้น หากคุณ 1) เริ่มต้นด้วยความปรารถนาที่ผิด 2) คิดถือตัวเกินกว่าที่ควร 3) เพิกเฉยต่อคริสตจักรท้องถิ่น 4) เลือกทางที่ง่าย และ 5) รีบเร่ง การเรียนในสถาบันพระคริสตธรรมก็จะเป็นการเสียเวลาเปล่าโดยสิ้นเชิง


เจคอบ ทรอตเตอร์ 

สำเร็จการศึกษาจากสถาบันพระคริสตธรรมเดอะมาสเตอร์ส ในปี ค.ศ. 2022 เขานำกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ที่คริสตจักรเกรซคอมมิวนิตี้ และอาศัยอยู่ในเมืองซานตาคลาริตา กับจูลี่ภรรยาของเขา

Copyright: บทความเรื่อง "5 วิธีผลาญเวลาในพระคริสตธรรมให้สูญเปล่า" โดย "เจคอบ ทรอตเตอร์" ต้นฉบับเผยแพร่เป็นภาษาไทยโดย เกรซบรรณสาร ท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.Gracebannasan.com


Original Article in English can be found at: https://blog.tms.edu/5-ways-to-waste-your-time-in-seminary

 
 
 

ความคิดเห็น


What's New

ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับหนังสือใหม่, การประชุม, และสินค้าอื่นๆ!

ขอบคุณ

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์:  8:30 - 17:00

​​วันเสาร์ : 8:30 - 12:00

​วันอาทิตย์: ปิด

ติดต่อเรา

พระคริสตธรรมเกรซ

บ้านเลขที่ 10 หมู่ 1

ต.ตลาดใหญ่ อ.ดอยสะเก็ด

จ.เชียงใหม่ 50220

gracebannasan@gmail.com

092-258-1033

© 2025 Grace Bannasan (เกรซบรรณสาร)

A project of the Grace Foundation (มูลนิธิเกรซ)

bottom of page