ฉันต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?
- Grace Bannasan

- 19 พ.ค.
- ยาว 2 นาที

คุณเป็นคริสเตียนใช่หรือไม่?
คุณได้มองมาที่การถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระคริสต์ เพื่อที่จะได้รับความรอด และคุณปรารถนาที่จะติดตามพระองค์ไป
แล้วต้องทำอะไรต่อล่ะ ทีนี้? อะไรคือความหมายของการติดตามพระเยซู? อะไรคือสิ่งที่คุณต้องรู้ที่จะทำให้คุณสามารถติดตามพระเยซูตลอดชีวิตที่เหลือของคุณได้?
ด้วยรากฐานนี้เองให้เรามาดูบางสิ่งที่เฉพาะเจาะจงว่าคุณควรทำอย่างไรต่อไป เมื่อคุณมาเป็นคริสเตียนแล้วไม่ว่าจะด้วยกรณีอะไรก็ตาม แผนที่เส้นทางนี้จะช่วยคุณให้เดินหน้าในฐานะสาวกของพระเยซูคริสต์ได้
1) รับบัพติศมา
ถ้าคุณเพิ่งมาเป็นคริสเตียนสิ่งแรกที่คุณควรทำคือรับบัพติศมา ทำไมล่ะ? เพราะพิธีบัพติศมาคือ สิ่งที่พระเยซูคริสต์สั่งให้คริสเตียนทำเพื่อประกาศตนถึงความเชื่อที่มีในพระองค์ (มัทธิว 28:19) 28:19) คำสั่งของพระเยซูนั้นชัดเจนคือให้เชื่อในข่าวประเสริฐและรับบัพติศมา ในตอนที่เรารับบัพติศมา เราได้ประกาศถึงความเชื่อของเราในพระเยซูคริสต์ เรากำลังบอกกับโลกว่า "ฉันเป็นของพระเยซู" อย่างที่เพื่อนผมคนหนึ่งพูดว่า เมื่อเรารับบัพติศมาแล้วเราก็ได้ใส่เสื้อ "ทีมพระเยซู" เราเป็นของพระองค์แล้ว
สิ่งสุดท้าย พิธีบัพติศมาคือ การที่คริสตจักรได้ยืนยันในความเชื่อของคุณและรับคุณเข้าเป็นสมาชิกคริสตจักร เราจะมาพิจารณาถึงความสำคัญของคริสตจักรท้องถิ่นในหัวข้อต่อไป สำหรับตอนนี้ให้เรามาสังเกตพระบัญชาที่พระเยซูมอบหมายให้กับคริสตจักรในเรื่องการรับบัพติศมา (มัทธิว 28:18-20) พระคัมภีร์บันทึกว่า คริสตจักรในยุคแรกได้นำผู้คนเข้ามาเป็นสมาชิกโดยการให้บัพติศมาแก่พวกเขาหลังจากที่ได้แสดงออกถึงการกลับใจที่แท้จริง (กิจการ 2:41) เมื่อเราติดตามพระคริสต์ในการรับบัพติศมา เราก็กำลังประกาศถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์ และขณะเดียวกันคริสตจักรก็ได้รับรองความเชื่อของเราในพิธีบัพติศมาว่าเป็นความเชื่อแท้
คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?
ให้มองหาคริสตจักรที่สัตย์ซื่อและเทศนาข่าวประเสริฐ เป็นคริสตจักรที่รักพระวจนะคำของพระเจ้าและให้สมาชิกรับบัพติศมา
2) เข้าร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่น
ในพระคริสต์พระเจ้าได้อภัยโทษความบาปผิดของเราและรับเราเข้ามาเป็นบุตรชายหญิงของพระองค์ ซึ่งไม่เพียงแต่ให้พ้นโทษจากการพิพากษาเท่านั้น แต่ยังเชิญเรามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวในการรับประทานอาหารบนโต๊ะร่วมกันอีกด้วย โดยทางพระคริสต์เรารู้จักพระเจ้าว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของเรา— เราจึงมีความสัมพันธ์ที่เป็นส่วนตัวกับพระเจ้า
แต่เราไม่ควรสับสนระหว่าง "ความสัมพันธ์ส่วนตัว" กับ "ความสนิทสนมส่วนตัว" แน่นอน พระเจ้าไม่เคยมีพระประสงค์ให้เราติดตามพระองค์ตามลำพัง เป็นความลับ และเป็นคริสเตียนผู้โดดเดี่ยวเท่านั้น พระเจ้าช่วยเราให้รอดเพื่อเข้าสู่ชุมชน และพระองค์ได้ออกแบบความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ที่รวมเอาพี่น้องชายหญิงผู้ที่จะร่วมเดินทางด้วยความเชื่อฟัง การคืนดีกับพระเจ้า หมายถึง การคืนดีกับประชากรของพระองค์ด้วย (เอเฟซัส 2:11-12; 1 เปโตร 2:10)
ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เต็มไปด้วยคำว่า "กันและกัน" เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพระประสงค์ให้เราอยู่ในชุมชนร่วมกันกับพี่น้องคริสเตียนอื่นๆ เราลองมาพิจารณาดูว่าพระคัมภีร์ได้พูดถึงการปรนนิบัติรับใช้และการรักผู้เชื่อคนอื่น ๆ ไว้อย่างไรบ้าง
รักซึ่งกันและกัน (ยอห์น 13:34-35)
รักกันฉันพี่น้อง (โรม 12:10, 16)
รับใช้กันและกัน (กาลาเทีย 5:13)
มีใจกรุณา ใจสงสาร และใจให้อภัยแก่กันและกัน (เอเฟซัส 4:32)
นี่เป็นเพียงแค่บางส่วนจากพระคัมภีร์เท่านั้นที่พูดถึงคำว่า "กันและกัน"
โดยการเข้าร่วมกับคริสตจักรนั้นคุณได้ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตนในแบบของ"ซึ่งกันและกัน"ตามตัวอย่างด้านบนโดยการเข้าร่วมกับคริสตจักรคุณได้ยืนหยัดและพูดว่า "ฉันต้องการทำตามคำสั่งของพระเยซูและสัญญาว่าจะทำร่วมกับพี่น้องเหล่านี้" อันที่จริงให้ผมได้พูดในสิ่งที่ลึกซึ้งมากกว่านี้ การเข้าร่วมกับคริสตจักรไม่ใช่เป็นแง่มุมเดียวในการดำเนินชีวิตคริสเตียนของคุณ คริสตจักรท้องถิ่นเป็นบริบทหลักในการดำเนินชีวิตสาวกในแบบคริสเตียน
เรานมัสการพระเจ้า รักผู้อื่น รับใช้พี่น้องชายหญิง ทนทุกข์ ศึกษาพระคัมภีร์ อธิษฐาน ถวายทรัพย์ ร่วมทุกข์ร่วมสุข และประกาศข่าวประเสริฐ—ทั้งหมดนี้อยู่ในบริบทของคริสตจักรท้องถิ่น
คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?
เข้าร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่นและเรียนรู้วิธีในการติดตามพระเยซู ท่ามกลางประชากรของพระองค์
3) เข้าร่วมคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ
อาหารเย็นเป็นมื้อสำคัญสำหรับผมและครอบครัว ทุก ๆ เช้าคนในครอบครัวจะแยกย้ายกันไป แต่ทุกเย็นเราจะมารวมตัวกันที่โต๊ะอาหาร เราต่างแบ่งปันเรื่องราวที่ได้ทำในวันนั้น และหัวเราะด้วยกัน เราเรียนรู้กันและกัน รวมไปถึงการเรียนรู้แต่ละคนในฐานะสมาชิกครอบครัวมากขึ้น โดยการรวมตัวกันในทุก ๆ เย็นนั้น เรากำลังเสริมสร้างความผูกพันและความรักที่มีต่อกันการรวมตัวกันอย่างสม่ำเสมอได้เสริมสร้างความเป็นครอบครัวซึ่งไม่ใช่แค่คนแปลกหน้ามาทานข้าวด้วยกันเท่านั้น
หลักการเดียวกันนี้เป็นหลักการเดียวกันที่ใช้กับชีวิตในคริสตจักร โดยการรวมตัวกันอย่างสม่ำเสมอ เราต่างยอมจำนนต่อคำสอนจากพระวจนะของพระเจ้าในแต่ละสัปดาห์ และสำแดงถึงความผูกพันที่มีต่อกันในความรักของคนกลุ่มนี้
ยิ่งกว่านั้น พระคัมภีร์สั่งชัดเจนให้เราต้องเข้าร่วมคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ:
และขอให้เราพิจารณาดูเพื่อจะปลุกใจกันและกันให้มีความรักและทำความดี อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนทำเป็นนิสัย แต่จงหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะพวกท่านก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว (ฮีบรู 10:24-25)
ส่วนหนึ่งในการเชื่อฟังของคริสเตียน คือ ต้องเข้าร่วมประชุมกับคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ เราไม่อาจพูดว่าเรารักพระเจ้าถ้าเราแค่ไปรวมตัวกับพี่น้องในคริสตจักรเพื่อนมัสการ และฟังพระคำของพระองค์เป็นครั้งคราวเท่านั้น
ให้สังเกตด้วยว่า พระธรรมตอนนี้สอนว่าหนึ่งในวิธีการหลักที่เราจะหนุนใจซึ่งกันและกันได้ ก็คือ การมาร่วมประชุมกัน เมื่อเราละเลยไม่มาร่วมประชุมกับคริสตจักรท้องถิ่นของเรา ก็เท่ากับว่าเรากำลังล้มเหลวที่จะ “ปลุกใจกันและกันให้มีความรักและทำความดี”
ขอให้สังเกตด้วยว่าข้อพระคัมภีร์ตอนนี้สอนเราว่า วิธีหลักอย่างหนึ่งที่เราจะหนุนใจซึ่งกันและกันได้ คือการมารวมตัวกัน
เมื่อเราไม่มาร่วมประชุมกับคริสตจักรท้องถิ่นของเรา เราก็กำลังล้มเหลวในการ ‘กระตุ้นกันและกันให้มีความรักและการประพฤติดี
ขอให้เราสังเกตด้วยว่าข้อพระคัมภีร์ตอนนี้สอนเราอย่างชัดเจนว่า วิธีหลักอย่างหนึ่งที่เราจะหนุนใจกันและกันได้ คือการมารวมตัวกันและเมื่อเราไม่มาร่วมประชุมกับคริสตจักรท้องถิ่นของเรา เราก็กำลังล้มเหลวในการ “กระตุ้นกันและกันให้มีความรักและการประพฤติดี”
คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?
เข้าร่วมกับคริสตจักรอย่างสม่ำเสมอ
4) ศึกษาพระคัมภีร์
พระคัมภีร์นั้นไม่เหมือนกับหนังสือเล่มอื่นๆ พระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า และยังเตรียมเราให้พร้อมเพื่อ "การดีทุกอย่าง" ด้วย (2ทิโมธี 3:16-17) ถ้าคุณต้องการที่จะเรียนรู้วิธีการติดตามพระคริสต์ในทุกด้านของชีวิต ให้เปิดพระคัมภีร์
วิธีประจำที่คริสเตียนรับเอาพระวจนะเข้าไป คือ การอ่านพระคัมภีร์เป็นการส่วนตัว โดยการอ่านพระคัมภีร์ในแต่ละวันนั้น เราได้เตือนตัวเองถึงข่าวประเสริฐและเติมเต็มความคิดด้วยความจริงตามหลักพระคัมภีร์ อย่าอ่านพระคัมภีร์เหมือนเป็นยาปฏิชีวนะ จะกินก็ต่อเมื่ออาการวิกฤติ แต่ให้เป็นเหมือนวิตามินประจำวัน เสริมสร้างสุขภาพด้านจิตวิญญาณในชีวิตแต่ละวัน
เมื่อกล่าวถึงการเรียนรู้พระคัมภีร์ เราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำสิ่งนี้เพียงลำพัง เราควรอ่านและศึกษาพระคัมภีร์ร่วมกับผู้เชื่อคนอื่น ๆ ในคริสตจักรท้องถิ่น เราเรียนรู้พระคัมภีร์ผ่านการประกาศและการสอนอย่างเป็นทางการของคริสตจักร (2 ทิโมธี 4:2) และยังเรียนรู้ผ่านความสัมพันธ์ที่ผู้เชื่อได้สร้างขึ้นต่อกันและกันในชีวิตประจำวันด้วย (เอเฟซัส 4:15)
การรับเอาพระวจนะ-ทั้งเป็นส่วนตัวและจากคริสตจักรจะเติมพลังให้ความเชื่อในข่าวประเสริฐ และเสริมกำลังให้เราในการติดตามพระเยซูคริสต์และต่อสู้กับความบาป
เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่าคุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?
ศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตนเอง และร่วมศึกษากับผู้อื่นในคริสตจักรของคุณ
5) อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ
ในพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงตรัสกับเรา และในการอธิษฐาน เราทูลตอบพระองค์ พระเจ้าอนุญาตให้เราพูดคุยกับพระองค์ได้ เพราะเราได้รับการไถ่จากพระคริสต์แล้ว พระเจ้าจึงเชิญเราให้เข้าเฝ้าพระองค์เพื่อนมัสการ สรรเสริญ และขอบพระคุณพระองค์-รวมไปถึงความกังวล ความทุกข์ร้อน ความขุ่นเคืองใจ และน้ำตาพระเยซูทรงประทับอยู่ในฐานะความชอบธรรมของเราและทูลต่อพระพักต์พระบิดาเพื่อเรา เพื่อให้เราสามารถ "เข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ" (ฮีบรู 4:16)
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การอธิษฐานของคริสเตียน เช่นเดียวกับการรับเอาพระวจนะ การอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอเป็นงานที่ยาก คำถามคือว่าแล้วเราจะพัฒนาวินัยในการอธิษฐานที่เข้มแข็งได้อย่างไร?
อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอเป็นการส่วนตัว
ตามด้วยการอ่านพระคัมภีร์ ใช้เวลาในการอธิษฐาน แล้วจะเลือกอธิษฐานเรื่องใดในแต่ละวัน? ปกติแล้วเราจะมุ่งสู่สิ่งที่สำคัญสำหรับเรา ครอบครัวของเรา สุขภาพของเรา หรือสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่นั่นยังทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า เราควรอธิษฐานให้ลูก ๆ อย่างไร? เราควรอธิษฐานเผื่อคู่สมรสอย่างไร? เราจะอธิษฐานเผื่อสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอย่างไร?
วิธีที่ดีที่สุดในการอธิษฐานคือให้พระคัมภีร์บอกเราถึงชีวิตแห่งการอธิษฐาน เมื่อคุณอ่านพระคัมภีร์ให้ตอบสนองต่อความจริงของพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน ตัวอย่างเช่น
เมื่อได้อ่านพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้า ให้สรรเสริญพระเจ้าในพระลักษณะของพระองค์
เมื่ออ่านเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า ให้ขอบคุณพระองค์ที่ทรงจัดเตรียมให้เราทั้งฝ่ายกายและจิตวิญญาณ
เมื่อคุณอ่านเรื่องราวของพระคริสต์ ให้สรรเสริญพระเจ้าสำหรับพระพรมากมายในความรอดที่พระองค์ได้จัดเตรียมไว้ให้
เมื่ออ่านเกี่ยวกับพระสัญญาของพระเจ้า ทูลขอพระองค์ ให้ช่วยคุณเชื่อในพระสัญญาเหล่านั้นและดำเนินอยู่ใน
ความสว่างนั้น
เมื่อคุณอ่านพระบัญญัติและคำสั่งของพระเจ้า สารภาพในสิ่งที่คุณทำผิดไปและทูลขอการช่วยเหลือที่จะสามารถรักษาสิ่งเหล่านั้นได้ในอนาคต
ประการที่สอง อธิษฐานกับผู้เชื่อคนอื่นๆ ในคริสตจักร
ถึงจุดนี้ คุณไม่ควรประหลาดใจที่รู้ว่าคริสตจักรท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการช่วยเราพัฒนาไปสู่ชีวิตแห่งการอธิษฐานที่เข้มแข็งได้
พระคัมภีร์เน้นย้ำเรื่องการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอว่าเป็นหัวใจสำคัญของดำเนินชีวิตคริสเตียนในคริสตจักรท้องถิ่น ในกิจการบทที่ 2:42 คริสตจักรยุคแรกด้อุทิศตนในการอธิษฐาน ตลอดในพระธรรมกิจการเราพบว่าคริสตจักรท้องถิ่น ผู้นำ หรือสมาชิกคริสตจักรต่างอธิษฐานร่วมกัน (4:23-31; 6:1-6; 8:14-15; 12:1-5; 13:1-3; 20:36) ลองคิดว่าคริสตจักรท้องถิ่นเป็นเหมือนสถานที่ที่อภิบาลเรื่องการอธิษฐาน เมื่อเรารวมตัวกับประชากรของพระเจ้าเราทั้งอธิษฐานและเรียนรู้วินัยในการอธิษฐานด้วย
คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?
ใช้เวลาในอธิษฐานเป็นการส่วนตัว อธิษฐานกับคริสตจักร และกับผู้เชื่อคนอื่น ๆ
6) เข้ารับการสร้างเป็นสาวก
ผมชอบสวมบทเป็นช่างประจำบ้าน แม้ฝีมือยังห่างไกลกับคำว่านายช่าง ส่วนใหญ่ผมชอบทำเกินขอบเขตความสามารถ และสิ่งที่เกินความสามารถของผมนี้ทำให้ผมต้องชดเชยด้วยการขอความช่วยเหลืออย่างไร้ยางอายอยู่เสมอ เช่นเดียวกับที่ผมต้องการคนสอนการซ่อมแซมบ้านเบื้องต้น เราต้องการเพื่อนที่สอนเราถึงวิธีการติดตามพระเยซูเรื่องนี้จำเป็นมากต่อคริสเตียนใหม่ และต่อคริสเตียนทุกยุคทุกสมัย เราต้องการเป็นสาวก-ความสัมพันธ์ที่สอนเราถึงวิธีติดตามพระเยซู
ความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับชีวิตคริสเตียน ผมหวังว่าคริสตจักรท้องถิ่นของคุณจะมีพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณที่มีความเชื่อ ที่ดำเนินตามทางแห่งการเชื่อฟังพระเจ้าและสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้สู่คุณได้ ผ่านความสัมพันธ์ของเรากับพี่น้องเหล่านี้ เราได้เรียนรู้การดำเนินกับพระเจ้า
แต่เราจะทำตามความสัมพันธ์ในการสร้างสาวกได้อย่างไร?
วิธีที่ดีที่สุดคือเพียงแค่เริ่มลงทุนชีวิตกับผู้คนในคริสตจักรท้องถิ่นของคุณ สร้างนิสัยในการเชิญคนอื่นมารับประทานอาหารที่บ้าน ไปทานข้าวกลางวันกับพี่น้องผู้เชื่อ ทำความรู้จักกัน และสร้างมิตรภาพร่วมกัน ไม่สำคัญว่าคุณจะทำกิจกรรมอะไรด้วยกัน—ถ้าคุณชอบเล่นโบว์ลิ่งมากกว่ากินข้าว ก็ไปเล่นโบว์ลิ่งด้วยกันได้—ขอแค่ให้การได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ
จากนั้นจงมุ่งทำสิ่งที่เป็นผลดีฝ่ายจิตวิญญาณต่อกัน อ่านพระคัมภีร์ด้วยกันสักบทหนึ่งและพูดคุยแลกเปลี่ยนหนุนใจกัน ให้กำลังใจกัน เปิดใจสารภาพบาป และช่วยเหลือกันเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับบาปร่วมกัน
มิตรภาพแบบคริสเตียน เป็นของขวัญที่หอมหวานที่สุดที่พระเจ้าประทานให้ประชากรของพระองค์ อย่ามองว่าคริสตจักรเป็นสถานที่ที่จะฟังคำเทศนาเท่านั้น แต่ให้ลงทุนชีวิตกับผู้คนที่นั่น เรียนรู้ที่จะติดตามพระเยซูผ่านความสัมพันธ์ที่มั่งคั่งกับผู้เชื่อท่านอื่น และสอนผู้อื่นให้ทำเช่นเดียวกัน
คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?
สร้างสาวกและรับการสร้าง
7) ถวายให้คริสตจักร
ในชีวิตคริสเตียน เรานำข่าวประเสริฐไปข้างหน้าโดยร่วมกับพี่น้องชายหญิงในคริสตจักร เพื่อขับเคลื่อนข่าวประเสริฐออกสู่โลกกว้าง เราทำสิ่งเหล่านี้ร่วมกันเพื่อขยายอาณาจักรของพระเจ้าได้มากกว่าทำตามลำพัง
หนึ่งในวิธีการเบื้องต้นที่เราสามารถทำได้คือถวายทรัพย์ให้คริสตจักร พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ย้ำเตือนเสมอให้เรามีใจกว้างขวาง เพื่อเห็นแก่การประกาศข่าวประเสริฐ (2 โครินธ์ 9:7-15; 1ทิโมธี 6:17-19; ฮีบรู 13:16)
โดยการถวายทรัพย์ให้คริสตจักร เราได้ช่วยคริสตจักรให้สามารถดูแลสมาชิกได้ โดยเป็นการช่วยเหลือศิษยาภิบาล ให้สามารถมุ่งเน้นไปที่งานของผู้เลี้ยง และกระตุ้นการประกาศข่าวประเสริฐออกไป ทั้งยังสามารถทำพันธกิจต่างๆ ได้ทั้งใกล้และไกลด้วย เราต้องไม่คิดว่าคนเดียวทำพันธกิจนี้ และอีกคนหนึ่งทำพันธกิจนั้นแต่ให้เรามีส่วนในการทำพันธกิจ—แบ่งปันและเป็นพยานถึงการต่อสู้เพื่องานของพระคริสต์ และเราทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยการถวาย
คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?
ถวายทรัพย์ให้กับคริสตจักรของคุณ
8) ประกาศแก่ผู้หลงหาย
การประกาศหมายถึง การบอกผู้อื่นถึงเรื่องราวของข่าวประเสริฐ และเชิญชวนให้พวกเขาตอบสนองต่อพระเยซูคริสต์ด้วยความเชื่อและการกลับใจในฐานะผู้รับพระคุณของพระเจ้า เรามีสิทธิพิเศษในการเป็นตัวแทนของพระคริสต์ต่อผู้อื่น และกระตุ้นให้พวกเขาเชื่อในข่าวประเสริฐ
ถึงแม้เราจะประกาศอย่างสัตย์ซื่อ ต้องจำไว้ว่าเราไม่ได้ทำงานนี้ตามลำพัง คริสตจักรของเราจะคอยช่วยเหลือและสนับสนุนในการประกาศ ความสัมพันธ์ของเราในคริสตจักรท้องถิ่นได้สำแดงความรักของพระคริสต์ออกสู่โลก (ยอห์น13:35; 17:20-21) และความห่วงใยที่สมาชิกมีต่อกันมักจะเป็นวิธีที่พระเจ้าใช้เพื่อทำให้ผู้คนเปิดใจรับฟังข่าวประเสริฐมากขึ้น ในคริสตจักรท้องถิ่น เราช่วยเหลือกัน สร้างความเข้าใจ และเป็นกระบอกเสียงของข่าวประเสริฐ เราฝึกฝนในการแบ่งบันข่าวประเสริฐให้เกิดผล เรารับผิดชอบต่อกันและกันในการประกาศข่าวประเสริฐไปด้วยกัน เราอธิษฐานเผื่อกันและกัน ขณะที่เราทำงานอย่างสัตย์ซื่อในการประกาศข่าวประเสริฐ เราต้องจำไว้ว่าพระเยซูไม่ได้อยากให้เราไปเพียงคนเดียว คริสตจักรท้องถิ่นเป็นชุมชนของผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่ส่งเสริมและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำพันธกิจนี้
คุณต้องทำอะไรต่อไป เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว?
ประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้หลงหาย
อดทนจนถึงที่สุด
การติดตามพระเยซูนั้นมีราคาแพงสูงลิ่วที่ต้องจ่าย แต่ก็คุ้มค่า
เมื่อเราพยายามที่จะติดตามพระเยซู เราต้องจำไว้เสมอว่าเรา
ไม่เคยถูกใช้ให้ไปคนเดียว พระเยซูทรงประทานคริสตจักรของ
พระองค์ไว้แก่เราเสมอ และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่ด้วย
กับเราเสมอ (มัทธิว 28:20)
ในขณะที่คุณติดตามพระคริสต์ด้วยวิธีเหล่านี้ อย่า
มองข้ามความจริงที่ว่าพระคุณของพระเจ้าและพระสัญญา
แห่งข่าวประเสริฐ เป็นสิ่งที่ค้ำจุนความเชื่อและการเชื่อฟัง
พระเจ้าของคุณ เราวางใจในพระสัญญาข้อนี้ "ข้าพเจ้าแน่ใจ
อย่างนี้ว่าพระองค์ผู้ทรงเริ่มต้นการดีไว้ในพวกท่าน จะทรง
ทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์" (ฟีลิปปี 1:6)
แซม อิมาดี (Sam Emadi) เป็นศิษยาภิบาลอาวุโสของคริสตจักรฮันซิงเกอร์ เลน แบ๊พติสต์ ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี.
Copyright: 2026 โดย เกรซบรรณสาร (Grace Bannasan) สงวนลิขสิทธิ์ พิมพ์ในประเทศไทย เรียบเรียงจากหนังสือเล่มเล็กเรื่อง อันต้องทําอะไรต่อไปเมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว? 2022 โดย 9Marks เขียนโดย แซม อิมาดี จัดพิมพ์โดย Crossway ชื่ออ้างถึง พระคัมภีร์: THSV11
.png)



ความคิดเห็น