การเทศนาส่งผลต่อทุกสิ่ง
- Grace Bannasan

- 7 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

โดย ดร. ไบรอัน บีเดอบาค
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้พูดคุยกับศิษยาภิบาลท่านหนึ่งที่กำลังพัฒนาหลักสูตรการอบรมสำหรับศิษยาภิบาลในแอฟริกา เขาขอให้ผมช่วยตรวจทานเนื้อหา และเมื่อผมถามเขาว่า ทำไมถึงให้ความสำคัญกับการเทศนาน้อยถึงเพียงนี้ เขาตอบผมว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า ‘การเทศนาคือทุกสิ่งทุกอย่าง’ สักเท่าไหร่”
เขาอธิบายต่อว่า ศิษยาภิบาลบางคนทำราวกับว่าแค่เทศนาและสอนพระคัมภีร์อย่างเดียวก็พอแล้วที่จะทำให้คริสตจักรเติบโตได้อย่างแข็งแรง เขาเชื่อว่ามีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าซึ่งศิษยาภิบาลควรทุ่มเทให้ เช่น การสามัคคีธรรมและการประกาศข่าวประเสริฐ
ขณะที่เขายังคงขอฟังความคิดเห็นจากผม ผมจึงตอบกลับไป 3 ประการดังนี้
1) ศิษยาภิบาลทุกคนคือคริสเตียน
ประการแรก ผมไม่รู้จักศิษยาภิบาลคนไหนที่จะเอาแต่เทศนาและสอนพระคัมภีร์เพียงอย่างเดียว คริสเตียนทุกคนควรมีส่วนร่วมในการสามัคคีธรรมและการประกาศข่าวประเสริฐอยู่แล้ว และในเมื่อศิษยาภิบาลก็เป็นคริสเตียน พวกเขาจึงต้องมีส่วนในสิ่งที่คริสเตียนทุกคนถูกเรียกให้ทำอยู่แล้วเป็นปกติ
2) การเทศนาคือการเลี้ยงดู
ประการที่สอง ในปัจจุบันมีการให้ความสำคัญกับการเทศนาพระวจนะน้อยเกินไป ทั้งที่การเทศนาและการสอนคือหัวใจสำคัญของพันธกิจผู้เลี้ยง
หากใครบอกว่าศิษยาภิบาลของเขาเป็นศิษยาภิบาลที่ดี แต่ไม่ใช่ผู้เทศนาที่ดี แสดงว่าคนคนนั้นยังไม่เข้าใจจริงๆ ว่างานของศิษยาภิบาลนั้นครอบคลุมถึงอะไรบ้าง ความจริงแล้วศิษยาภิบาลคือผู้เลี้ยงดูผู้คน ถ้าคนเลี้ยงแกะคอยดูแลแกะอย่างดี กอดมันบ้าง แปรงขนให้บ้าง และคอยขับไล่หมาป่าให้ แต่กลับไม่เคยให้อาหารเลย จะมีใครคิดว่าเขาเป็นผู้เลี้ยงที่ดีไหม? แล้วเราจะเชื่อลงได้อย่างไรว่าศิษยาภิบาลที่ไม่เลี้ยงดูฝูงแกะด้วยพระวจนะอย่างเพียงพอ กำลังทำหน้าที่ของตนได้อย่างเหมาะสมแล้ว?
3) การเทศนาส่งผลต่อทุกสิ่ง
ประการที่สาม วลีที่ว่า “การเทศนาคือทุกสิ่งทุกอย่าง” นั้นมีประโยชน์ตรงที่ช่วยเตือนสติศิษยาภิบาลให้ระลึกถึงหน้าที่ซึ่งพระเจ้าประทานให้ในการประกาศพระวจนะอย่างสัตย์ซื่อ แต่สำหรับคนที่ไม่สบายใจกับวลีนั้น บางทีหรืออย่างน้อยเขาก็อาจจะพอเปิดใจยอมรับวลีนี้แทนได้
"การเทศนาส่งผลต่อทุกสิ่ง"
พันธกิจการเทศนาของศิษยาภิบาลนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับพันธกิจด้านอื่นๆ ทุกด้านที่เขามีส่วนเกี่ยวข้อง ลองพิจารณาดูว่าการเทศนาส่งผลต่อ 6 ด้านนี้อย่างไร
การสามัคคีธรรม
หากในคริสตจักรขาดการสามัคคีธรรมที่แท้จริง ศิษยาภิบาลควรใช้วิธีไหนเพื่อส่งเสริมเรื่องนี้? วิธีที่ดีที่สุดในการหนุนใจให้เกิดการสามัคคีธรรมที่แท้จริงคือการเทศนาตามพระธรรมตอนต่าง ๆ ในพระวจนะของพระเจ้า เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจความรับผิดชอบที่ตนมีต่อสมาชิกคนอื่น ๆ ในพระกายของพระคริสต์ สิ่งที่น่าสนใจคือในกิจการ 2:42 เมื่อคริสตจักรยุคแรก “อุทิศตัว” ให้กับการ “ร่วมสามัคคีธรรม” พวกเขาก็อุทิศตัวให้กับ “คำสอนของบรรดาอัครทูต” ด้วยเช่นกัน ทั้งสองสิ่งนี้เป็นของคู่กันที่แยกจากกันไม่ได้เลย
การให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษาผู้อื่นโดยใช้พระวจนะมีความเกี่ยวพันกับการเทศนา ศิษยาภิบาลที่ผ่านการศึกษา ทำความเข้าใจ นำมาใช้ในชีวิต และประกาศพระธรรมตอนใดตอนหนึ่งออกไปแล้ว ย่อมมีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะแบ่งปันพระธรรมตอนนี้ให้กับคนที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและนำหลักการไปปรับใช้เช่นกัน ในกิจการ 20:32 กล่าวว่า พระเจ้าและ “พระวจนะแห่งพระคุณของพระองค์” ซึ่งสามารถก่อสร้างท่านขึ้นได้
กระบวนการชำระให้บริสุทธิ์
การเทศนาที่แท้จริงต้องประกอบด้วยการศึกษาพระคัมภีร์ด้วยใจจริง พร้อมทั้งการนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองก่อนจะเทศนาพระธรรมตอนนั้นออกไป ยิ่งศิษยาภิบาลเตรียมตัวเทศนาพระวจนะมากเท่าไร เหลี่ยมมุมที่หยาบกระด้างในชีวิตของเขาก็จะยิ่งถูกขัดเกลาออกด้วยฤทธานุภาพแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ของพระวจนะ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ข้อพระคัมภีร์ซึ่งพูดถึงการชำระให้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง (progressive sanctification) จะอยู่ในบริบทของการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น (ดู โรม 12:2; 2 โครินธ์ 3:18) ขณะที่นักเทศน์ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจพระคัมภีร์ได้ดีขึ้น กระบวนการชำระให้บริสุทธิ์ก็กำลังทำงานอยู่ทั้งในชีวิตของเขาและในชีวิตของผู้ฟังด้วย (1 เปโตร 2:1–3)
การปกป้องฝูงแกะ
วิธีหลักที่ศิษยาภิบาลจะปกป้องฝูงแกะจากการหลงผิดและการทดลองได้คือการประกาศพระวจนะ เมื่อเปาโลสั่งบรรดาผู้ปกครองในเมืองเอเฟซัสว่า “จงเฝ้าระวังทั้งตัวพวกท่านเองและฝูงแกะทั้งหมด” (กิจการ 20:28) ท่านกล่าวประโยคนี้หลังจากที่เพิ่งพูดไปว่า “เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ได้ละเว้นในการกล่าวเรื่องพระดำริทั้งสิ้นของพระเจ้าให้ท่านฟัง” (กิจการ 20:27) การปกป้องฝูงแกะจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเทศนา
การประกาศข่าวประเสริฐ
งานประกาศข่าวประเสริฐเป็นมากกว่าแค่การแบ่งปันหนทางแห่งความรอด แต่ยังรวมถึงการสร้างสาวกด้วย พระมหาบัญชาเน้นย้ำเรื่องการสร้างสาวก ซึ่งสื่อถึงการฝึกฝนและการสอนสั่งด้วยพระวจนะของพระเจ้า (มัทธิว 28:18–20) เมื่อทิโมธีได้รับคำสั่งให้ “ทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ” (2 ทิโมธี 4:5) คำสั่งนั้นอยู่ในบริบทของพันธกิจศิษยาภิบาล โดยก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ข้อ ท่านได้รับคำกำชับให้ “ประกาศพระวจนะ” (2 ทิโมธี 4:2) การประกาศข่าวประเสริฐจึงได้รับการส่งเสริมและยังเป็นแบบอย่างผ่านพันธกิจบนธรรมาสน์
การอธิษฐาน
คริสเตียนทุกคนควรอธิษฐาน โดยเฉพาะศิษยาภิบาลยิ่งต้องอธิษฐานเป็นพิเศษเผื่อคริสตจักรที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เขาเลี้ยงดู แม้แต่ลักษณะการอธิษฐานที่ศิษยาภิบาลมีต่อฝูงแกะ ก็มักจะเกี่ยวข้องกับการเทศนาของตนด้วย เช่น อธิษฐานขอให้พวกเขาเติบโตในความรู้และความเข้าใจที่ลึกซึ้ง (ฟีลิปปี 1:9) เขาอธิษฐานขอให้ตาใจของพวกเขาสว่างขึ้น (เอเฟซัส 1:16–18ก) เขาอธิษฐานขอให้พวกเขารู้ถึงความหวังที่ทรงเรียกให้พวกเขามี (เอเฟซัส 1:18ข–19) คำอธิษฐานแต่ละข้อของศิษยาภิบาลล้วนเกี่ยวข้องกับการเทศนาพระวจนะทั้งสิ้น
ผมสามารถยกตัวอย่างต่อไปได้อีก แต่ตัวอย่างข้างต้นก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า การเทศนาส่งผลกระทบต่อทุกสิ่ง
หากเราลดความสำคัญของการเทศนาในคริสตจักรลง ทุกส่วนที่เหลือจะได้รับผลกระทบในทางลบ ดังที่ มาร์ค เดเวอร์ กล่าวไว้ในหนังสือ 9 สัญลักษณ์ของคริสตจักรที่เข้มแข็ง (Nine Marks of a Healthy Church) ว่า
"คุณลักษณะประการแรกของคริสตจักรที่เข้มแข็งคือการเทศนาแบบอรรถาธิบาย ซึ่งไม่ใช่เพียงคุณลักษณะประการแรกเท่านั้น แต่ยังเป็นประการที่สำคัญที่สุดในบรรดาทั้งหมดด้วย เพราะหากคุณทำข้อนี้ให้ถูกต้อง ข้ออื่นๆ ทั้งหมดก็จะตามมาเอง"
ดร. ไบรอัน บีเดอบาค (Dr. Brian Biedebach) รับใช้ในฐานะผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านพันธกิจศิษยาภิบาลและคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาที่พระคริสตธรรมเดอะมาสเตอร์ส (The Master's Seminary)
Copyright: บทความเรื่อง "การเทศนาส่งผลต่อทุกสิ่ง" โดย "ไบรอัน บีเดอบาค" ต้นฉบับเผยแพร่เป็นภาษาไทยโดย เกรซบรรณสาร ท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.Gracebannasan.com
Original Article in English can be found at: https://blog.tms.edu/preaching-affects-everything
.png)



ความคิดเห็น