โจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ และความจำเป็นของอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า
- Grace Bannasan

- 18 ก.ย. 2568
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 3 ก.ค.

โดย จัสติน เฟแลนด์ (Justin Feland)
ในประวัติศาสตร์คริสตจักร หลักคำสอนเรื่องอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าเปรียบเสมือนเส้นแบ่งพรมแดนครั้งใหญ่ที่แยกแยะระหว่างบรรดาคณะนิกายและนักศึกษาพระเจ้าต่าง ๆ ออกจากกัน ซึ่งในความเป็นจริง คริสเตียนแทบทุกคนต่างก็เคยสัมผัสหรือได้รับผลกระทบจากการถกเถียงในเรื่องนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
โจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ในตอนที่เขายังเป็นเด็ก เอ็ดเวิร์ดส์ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าในเรื่องของความรอด ในเวลาต่อมาเขาได้เขียนบันทึกไว้ว่า ตนเองนั้น "เต็มไปด้วยข้อคัดค้านต่อหลักคำสอนนี้ . . . และเรื่องนี้เคยเป็นหลักคำสอนอันน่าสยดสยองสำหรับข้าพเจ้า" (อ้างอิงจากหนังสือชีวประวัติ Jonathan Edwards: A Life เขียนโดย จอร์จ เอ็ม. มาร์สเดน, หน้า 40) พูดกันตรง ๆ ก็คือ เอ็ดเวิร์ดส์ในวัยหนุ่มเกลียดชังหลักคำสอนแบบคาลวินเป็นอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ เอ็ดเวิร์ดส์จึงใช้สติปัญญาอันเฉียบแหลมของเขาอย่างเต็มกำลังในการต่อต้านหลักคำสอนนี้ โดยการอ่านหนังสือให้หลากหลายและกว้างขวางที่สุดเพื่อหาทางหักล้างหลักคำสอนนี้
อย่างไรก็ตาม ความคิดที่ว่าเขากำลังกบฏต่อพระผู้สร้างผู้ทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดอยู่นั้น ก็ได้คอยทิ่มแทงและเป็นภาระหนักในจิตสึกนึกของเขาอยู่เสมอ
แต่พระเจ้าทรงมีวิธีโน้มน้าวใจเขา แม้ว่าเอ็ดเวิร์ดส์จะพยายามหาเหตุผลมาลบล้างอำนาจอธิปไตยอันสมบูรณ์ของพระเจ้า แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงเปิดตาของเขาผ่านพระคัมภีร์ เมื่อได้อ่านหนังสือ 1 ทิโมธี 1:17 ความจริงของหลักคำสอนอันยิ่งใหญ่นี้ก็ส่องสว่างขึ้นมาในใจเขาทันที
เขาได้อธิบายถึงช่วงเวลานั้นไว้ว่า...
ข้าพเจ้าคิดกับตัวเองว่า พระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าที่ยอดเยี่ยมเพียงใด และข้าพเจ้าจะมีความสุขเพียงใด หากข้าพเจ้าได้ชื่นชมยินดีในพระเจ้าองค์นั้น และถูกโอบอุ้มไว้ในพระเจ้าบนสวรรค์ และราวกับว่าได้ถูกกลืนหายเข้าไปในพระองค์ (อ้างอิงจากหนังสือ Jonathan Edwards: A Life, หน้า 41 )
ขณะที่เอ็ดเวิร์ดยังคงศึกษาพระคัมภีร์ต่อไป เขาก็เริ่มเชื่อมั่นว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยอำนาจอธิปไตย และเป็นอำนาจอธิปไตยที่น่าปีติยินดีอย่างยิ่ง นับจากนั้นเป็นต้นมา "พระสิริแห่งอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า" ก็ได้กลายมาเป็นจุดสูงสุดในระบบความคิดของโจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ ผลที่ตามมาคือ เอ็ดเวิร์ดส์ได้อุทิศตัวทุ่มเทพลังความคิดมากมายในการอธิบายและปกป้องอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า ดังเช่นบทความอันยิ่งใหญ่ของเขาเรื่อง Freedom of the Will (เสรีภาพแห่งเจตจำนง)
เมื่อเวลาผ่านไป เอ็ดเวิร์ดก็ได้รับหน้าที่ขึ้นเทศนาบนธรรมาสน์ต่อจากโซโลมอน สตอดดาร์ด (Solomon Stoddard) ผู้เป็นตาของเขา และที่นั่นเอง เอ็ดเวิร์ดได้รับการขัดเกลาความเข้าใจของตนเองให้เฉียบคมยิ่งขึ้นผ่านประสบการณ์อันเข้มข้นและท้าทายของการเทศนา และมีบทเทศนาบทหนึ่งเรื่องที่ชื่อว่า God's Sovereignty in the Salvation of Men (อำนาจอธิปไตยของพระเจ้าในความรอดของมนุษย์) แสดงให้เห็นอย่างยอดเยี่ยมถึงความเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าได้ทรงกระทำในความคิดของเอ็ดเวิร์ดส์ผ่านทางพระคัมภีร์
ในคำเทศนานั้น เอ็ดเวิร์ดส์อธิบายว่า พระเจ้าทรงใช้อำนาจอธิปไตยในการช่วยให้รอด ก็เพราะ "นั่นเป็นแผนการดั้งเดิมของพระองค์ที่จะเปิดเผยพระสิริของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงเป็นจริง ๆ" (อ้างอิงจาก Sermons of Jonathan Edwards, หน้า 58)
พูดอีกอย่างก็คือ จุดประสงค์ที่พระเจ้าทรงสร้างโลก และจุดประสงค์ที่พระองค์ทรงช่วยคนบาปให้รอด ก็เพื่อพระองค์จะได้เปิดเผยพระสิริและความยิ่งใหญ่สูงสุดของพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม
แต่สิ่งนี้ก็นำไปสู่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ประการหนึ่ง นั่นคือ การที่พระเจ้าจะทรงเปิดเผยพระสิริอันเต็มเปี่ยมของพระองค์ได้นั้น พระองค์จะต้องทรงเปิดเผยพระลักษณะในทุก ๆ ด้านของพระองค์ออกมาอย่างครบถ้วนด้วย
หากพระเจ้าทรงเปิดเผยพระลักษณะเพียงบางประการ แต่ละเลยบางประการ พระสิริของพระองค์ก็ย่อมจะลดน้อยถอยลงไปทันที เอ็ดเวิร์ดส์อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างลึกซึ้งว่า...
หากพระปัญญาของพระเจ้าถูกเปิดเผยออกมา แต่ความบริสุทธิ์ของพระองค์ไม่ได้ถูกเปิดเผย พระสิริแห่งพระปัญญาของพระองค์ย่อมไม่ได้ถูกแสดงออกมาอย่างที่ควรจะเป็น เพราะส่วนหนึ่งของพระสิริในพระลักษณะแห่งพระปัญญาของพระเจ้านั้น คือการที่พระปัญญานั้นเป็น "พระปัญญาอันบริสุทธิ์" ในทำนองเดียวกัน หากความบริสุทธิ์ของพระองค์ถูกเปิดเผยออกมา แต่พระปัญญาของพระองค์ไม่ได้ถูกเปิดเผย พระสิริแห่งความบริสุทธิ์ของพระองค์จะไม่ถูกแสดงออกอย่างที่ควรจะเป็น เพราะสิ่งหนึ่งที่รวมอยู่ในพระสิริแห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้าก็คือ การที่ความบริสุทธิ์นั้นเป็น "ความบริสุทธิ์ที่เปี่ยมด้วยปัญญา" เช่นเดียวกันกับพระลักษณะแห่งความเมตตาและความยุติธรรม . . . พระสิริแห่งลักษณะหนึ่งไม่สามารถถูกแสดงออกมาอย่างที่ควรจะเป็นได้เลย หากปราศจากการเปิดเผยพระลักษณะอีกด้านควบคู่กันไปด้วย (อ้างจากหนังสือ Sermons of Jonathan Edwards, หน้า 58)
นั่นหมายความว่า หากพระเจ้าทรงเปิดเผยเฉพาะสติปัญญาของพระองค์และไม่เปิดเผยความบริสุทธิ์ของพระองค์ พระสิริแห่งพระปัญญาของพระองค์ก็จะลดทอนลงไปและไม่สมบูรณ์ หรือหากพระองค์ทรงเปิดเผยเฉพาะพระเมตตาของพระองค์และไม่เปิดเผยความยุติธรรม พระสิริแห่งพระเมตตาของพระองค์ก็จะลดทอนลงไปและไม่สมบูรณ์เช่นกัน ดังที่เอ็ดเวิร์ดส์ตั้งข้อสังเกตในบริบทเดียวกันนั้นว่า พระลักษณะต่าง ๆ ของพระเจ้านั้นล้วน "สะท้อนพระสิริให้แก่กันและกัน"
และเนื่องจากพระลักษณะของพระเจ้ารวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างแยกไม่ออก พระลักษณะทั้งหมดก็ย่อมจะถูกลดทอนลงหากขาดพระลักษณะใดพระลักษณะหนึ่งไป
ดังนั้น ข้อสรุปที่จำเป็นต้องยอมรับก็คือ พระเจ้าจะต้องทรงเปิดเผยอำนาจอธิปไตยของพระองค์ (เช่นเดียวกับที่ทรงเปิดเผยพระปัญญา ความบริสุทธิ์ พระเมตตา และความยุติธรรม) เพื่อพระองค์จะทรงเปิดเผยพระสิริอันเป็นหนึ่งเดียวของพระลักษณะทั้งหมดของพระองค์ได้อย่างเต็มที่
จากวิธีคิดของเอ็ดเวิร์ดส์ในเรื่องนี้ มีนัยสำคัญสองประการที่เราสามารถสรุปออกมาได้ ได้แก่
ประการแรก เอ็ดเวิร์ดส์มีความเข้าใจเกี่ยวกับจักรวาลที่เน้นพระเจ้าเป็นศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยให้รอด การสร้าง พระคัมภีร์ หรือชีวิตคริสเตียน ทุกสิ่งล้วนชี้กลับไปยังพระลักษณะและการงานของพระเจ้า เรื่องนี้ช่างแตกต่างอย่างยิ่งกับยุคปัจจุบันของเราเหลือเกิน ที่ผู้คนไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของมนุษย์มากกว่าเรื่องของพระเจ้า และหมกมุ่นอยู่กับสิ่งของบนโลกนี้มากกว่าสิ่งของบนสวรรค์
ประการที่สอง เอ็ดเวิร์ดส์วางรากฐานการศึกษาพระเจ้าของเขาบนข้อพิสูจน์จากพระคัมภีร์ เขาพยายามพิสูจน์แนวคิดของตัวเองด้วยความชัดเจนและด้วยการสนับสนุนจากพระคัมภีร์อย่างหนักแน่น จนทำให้การตอบสนองเพียงอย่างเดียวที่สมควรเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ได้อ่านคือ "การนมัสการและการเชื่อฟัง"
และนั่นคือปฏิกิริยาเดียวที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อหลักคำสอนเรื่องอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า ดังที่เอ็ดเวิร์ดส์เองได้อธิบายไว้ว่า...
เหตุฉะนั้น ขอให้เราถวายพระสิริแด่อำนาจอธิปไตยของพระเจ้า ด้วยการยกย่องเทิดทูนพระองค์ผู้จัดเตรียมและควบคุมทุกสิ่งตามเจตจำนงอันเป็นอำนาจอธิปไตย และขอให้เรามองดูตัวเราเองว่าเราเป็นเพียงความว่างเปล่าเมื่อเปรียบเทียบกับพระองค์ อำนาจการปกครองและอำนาจอธิปไตยของพระเจ้านั้นเรียกร้องความเคารพยำเกรงและการให้เกียรติจากผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ พระองค์ผู้ทรงเป็นความเป็นสากล ความสมบูรณ์ และไม่มีขีดจำกัดได้เรียกร้องให้เรานมัสการพระองค์ด้วยความถ่อมใจและความยำเกรงอย่างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะถ่อมตัวและยำเกรงมากเกินไปต่อพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ที่ถือสิทธิ์ขาดทั้งหมดที่จะกำหนดความเป็นไปในนิรันดร์กาลของเราตามที่พระองค์ทรงพอพระทัย (อ้างจากหนังสือ Sermons of Jonathan Edwards, หน้า 60)
ผู้เขียน
จัสติน เฟแลนด์ (Justin Feland) ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาโท สาขาการศึกษาพระเจ้า (M.Div) ที่ The Master's Seminary
Copyright: บทความเรื่อง "โจนาธาน เอ็ดเวิร์ดส์ และความจำเป็นของอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า" โดย "จัสติน เฟแลนด์" ต้นฉบับเผยแพร่เป็นภาษาไทยโดย เกรซบรรณสาร ท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.Gracebannasan.com
Original Article in English can be found at: https://blog.tms.edu/necessity-divine-sovereignty
.png)



ความคิดเห็น